mas template
mas template
เนื้อหา ล่าสุด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อวกาศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อวกาศ แสดงบทความทั้งหมด

ตรวจพบสารพลาสติกบน "ไททัน" ดวงจันทร์ดาวเสาร์



เพราะไททัน ดวงจันทร์ของดาวเสาร์มีชั้นบรรยากาศ จึงเกิดแสงเป็นวงรอบดวงจันทร์ (ภาพเผยแพร่โดยนาซาเมื่อ 30 ก.ย.2013/สเปซด็อทคอม)




ยานแคสสินีของนาซาตรวจพบสารประกอบพลาสติกบนดวงจันทร์ของดาวเสาร์ นับเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบสารประเภทนี้ที่โลกอื่นซึ่งไม่ใช่โลกของเรา

บีบีซีนิวส์รายงานว่า ยานอวกาศแคสสินี (Cassini) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ตรวจพบ "โพรพีน" (propene) หรือ โพรพีลีน (propylene) บนไททัน (Titan) ดวงจันทร์ของดาวเสาร์ สำหรับบนโลกนั้นโมเลกุลของสารดังกล่าวประกอบด้วยคาร์บอน 3 อะตอม และไฮโดรเจน 6 อะตอม ซึ่งเป็นองค์ประกอบของพลาสติกหลายๆ ชนิด

ทั้งนี้ นาซาระบุว่าเป็นครั้งแรกที่มีการตรวจพบองค์ประกอบของพลาสติกบนดวงจันทร์ หรือดาวเคราะห์อื่นที่ไม่ใช่โลก และการค้นพบดังกล่าวได้จากเครื่องตรวจวัดอินฟราเรดของยานแคสสินี โดยได้รายงานการค้นพบในวารสารแอสโตรฟิสิคัลเจอร์นัลเลตเตอร์ส (Astrophysical Journal Letters)

"สารเคมีดังกล่าวมีอยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวัน ยึดโยงเป็นสายโซ่ยาวกลายเป็นพลาสคิกที่เรียกว่าโพลีโพรพีลีน (polypropylene) ตัวอย่างคลาสสิคน่าจะเป็นกล่องพลาสติกที่ใช้เก็บอาหารในครัวทั่วโลก" คอนอร์ นิกซ์สัน (Conor Nixon) นักวิทยาผศาสตร์ดาวเคราะห์ของนาซาจากศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด (Goddard Space Flight Center) กล่าว

ทั้งนี้ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมีอิทธิพลสำคัญต่อดวงจันทร์ไททัน ซึ่งหลักๆ คือมีเทน โดยเป็นรองจากไนโตรเจนที่เป็นองค์ประกอบที่มีมากที่สุดในชั้นบรรยากาศของบริวารดาวเสาร์ดวงนี้ ซึ่งแสงอาทิตย์คือตัวการที่ขับเคลื่อนปฏิกริยาในการแตกตัวของมีเทน ทำให้องค์ประกอบที่แตกออกมานั้นรวมตัวกันแล้วก่อตัวเป็นโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น

ทางด้านสเปซด็อทคอมรายงานเพิ่มเติมว่า การค้นพบดังกล่าวช่วยต่อจิ๊กซอว์ของปริศนาอันยาวนานของบรรยากาศไททัน โดยเมื่อปี 1980 เมื่อยานวอยเอเจอร์ 1 (Voyager 1) ผ่านใกล้ดวงจันทร์ดวงนี้เป็นครั้งแรก และได้จำแนกก๊าซในชั้นบรรยากาศสีน้ำตาลของดวงจันทร์ว่าเป็นไฮโดรเจน

วอยเอเจอร์ที่หลุดขอบระบบสุริยะไปแล้วนั้นได้พบหลักฐานของไฮโดรคาร์บอนที่มีคาร์บอน 3 อะตอม ซึ่งเป็นไฮโดรคาร์บอนที่หนักที่สุด และยังพบโพรเพน (propane) รวมถึงโพรไพน์ (propyne) ซึ่งเป็นไฮโดรคาร์บอนที่เบาที่สุดในตระกูลนี้ ทว่าวอยเอเจอร์ยังขาดข้อมูลโพรพีนหรือเรียกอีกชื่อว่าโพรพิลีน ซึ่งเป็นสารเคมีหนักกลางๆ ในกลุ่มนี้

ไมเคิบ ฟลาเซอร์ (Michael Flasar) นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ดในโครงการเครื่องมือตรวจวัดอินฟราเรดของแคสสินีอธิบายว่า การวัดโพรพีนทำได้ยาก เพราะมีสัญญาณอ่อนอยู่ท่ามกลางสารเคมีอื่นๆ ที่มีสัญญาณเข้มกว่า และความสำเร็จในการค้นพบสร้างความเชื่อของพวกเขาว่า พวกเขายังจะได้เจอสารเคมีที่ซ่อนอยู่ชั้นบรรยากาศไททันอีก

สำหรับไททันนั้นมีขนาดครึ่งหนึ่งของโลก และเป็นดวงจันทร์ใหญ่อันดับสองของระบบสุริยะ รองจากแกนีมีด (Ganymede) ดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดี และยังเป็นดวงจันทร์เพียงหนึ่งเดียวในระบบสุริยะที่มีเมฆและบรรยากาศคล้ายดาวเคราะห์ ซึ่งมักประกอบด้วยไนโตรเจนและมีเทน

ส่วนยานแคสสินีถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี 1997 และไปถึงวงโคจรของดาวเสาร์เมื่อเดือน ก.ค.2004 โดยภารกิจมีเป้าหมายในการศึกษาดาวเสาร์และดวงจันทร์บริวาร ซึ่งคาดว่าจะทำงานต่อไปถึงปี 2017 ปีที่ยานอวกาศจะพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์










ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000123670
____________________
http://allmysteryworld.blogspot.com

'นาซ่า'พบ2ดาวเคราะห์นอกระบบ คล้ายโลกที่สุด




องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ นาซ่า ประกาศค้นพบดาวเคราะห์ 2 ดวงใหม่ที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับชีวิตบางรูปแบบจะเจริญเติบโต

วิลเลี่ยม โบรัคกี้ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯเปิดเผยว่า นาซ่าค้นพบดาวสอง ที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ที่เหมาะที่สุด ซึ่งดาวทั้งสองดวงนี้มีชื่อเรียกว่า ดาว Kepler-62-e และดาวKepler-62-f โดยดาวทั้งสองดวงโคจรรอบดาวดวงเดียวกัน คือ ดาวแคระสีส้มดวงหนึ่ง และอยู่ติดกัน โดยอยู่ใกล้กันกว่าที่โลกอยู่ใกล้กับดาวอังคาร

ดาวKepler-62-eและKepler-62-fมีความกว้างกว่าโลกเล็กน้อย ดาว Kepler-62-eมีอุณหภูมิร้อนกว่าเล็กน้อย เหมือนกับอุณหภูทิที่ฮาวาย ขณะที่ดาว Kepler-62-fจะมีอุณหภูมิเยือกเย็นกว่าเล็กน้อย เหมือนกับรัฐอะแลสก้า ของสหรัฐฯ โดยนักวิทยาศาสตร์ดาวทั้ง2 ที่ถูกค้นพบใหม่ เหมาะสำหรับชีวิตบางรูปแบบจะเจริญเติบโต






ที่มา : http://morning-news.bectero.com
____________________
เครดิต :http://allmysteryworld.blogspot.com/2013/04/2.html#.UklrmYbWOfQ

10 เรื่องไม่นิยายของดวงจันทร์





แม้ดวงจันทร์จะเป็นเพื่อนบ้านในอวกาศของโลกที่อยู่ใกล้เราที่สุด แต่มีหลายเรื่องของบริวารดวงนี้ที่เราอาจไม่เคยรู้ และสเปซด็อทคอมได้รวบรวมไว้ 10 เรื่อง ดังนี้





       1.กำเนิดจากการชน
       ตามทฤษฎีที่ยอมรับกันส่วนใหญ่ ดวงจันทร์เกิดจากหินอวกาศขนาดเท่าดาวอังคารพุ่งชนโลก หลังระบบสุริยะก่อตัวได้ไม่นาน เมื่อประมาณ 4.5 ล้านปีก่อน



       2.ล็อคด้านเดียวเข้าหาโลก
       การที่ดวงจันทร์ทั้งหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบโลกที่หมุนรอบตัวเองแล้วโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ โดยที่หันด้านเดียวเข้าหาโลกนั้นเป็นเรื่องอัศจรรย์ โดยข้อมูลจากสเปซด็อทคอมระบุว่า แรงโน้มถ่วงโลกทำให้การหมุนรอบแกนหมุนของดวงจันทร์ช้าลง และการหมุนของดวงจันทร์ก็ช้าจนพอดีกับการโคจรรอบโลกและคงที่อยู่เช่นนั้น ซึ่งดวงจันทร์ของดาวเคราะห์อื่นๆ ก็มีรูปแบบคล้ายๆ กัน
     
       เมื่อดวงจันทร์หมุนรอบโลกจะมีช่วงที่รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์มองไม่เห็นจากบนโลก เรียกระยะดังกล่าวว่า “เดือนมืด” (new moon) ดังนั้น จึงไม่มี “ด้านมืดของดวงจันทร์” แต่มีเพียงด้านที่เราไม่เคยได้เห็นเท่านั้น และเมื่อดวงจันทร์หมุนไปตามวงโคจรเราจะได้เห็นเสี้ยวของด้านที่สะท้อนแสงอาทิตย์ด้วยหรือที่เรียกว่า “จันทร์เสี้ยว” และเมื่อดวงจันทร์อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เราก็จะได้เห็นดวงจันทร์สะท้อนแสงอาทิตย์เต็มๆ หรือที่เรียกว่า “พระจันทร์เต็มดวง”



       3.ต้นไม้จากดวงจันทร์
       มีต้นไม้กว่า 400 ต้นที่เคยไปไกลถึงดวงจันทร์ก่อนหยั่งรากบนโลก โดยเมื่อปี 1971 สจ็วต รูสา (Stuart Roosa) มนุษย์อวกาศประจำปฏิบัติการอพอลโล 14 (Apollo 14) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ได้นำเมล็ดพันธุ์ติดต่อขึ้นไปด้วย ระหว่างที่ อลัน เชพเพิร์ด (Alan Shepard) และ เอ็ดการ์ มิทเชลล์ (Edgar Mitchell) กับยุ่งอยู่กับการสำรวจไปบนพื้นผิวดวงจันทร์นั้น รูสาก็ทำหน้าที่ปกป้องเมล็ดพันธุ์อยู่ในวงโคจรรอบดวงจันทร์
     
       หลังจากกลับมายังโลกเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็ถูกปลูกไปทั่วสหรัฐฯ และเจริญงอกงามดี ซึ่งส่วนใหญ่ยังเติบโตดีและถูกเรียกว่า “ต้นดวงจันทร์”



       4.ดวงจันทร์อาจมีน้องสาว
       ดวงจันทร์อาจไม่ใช่บริวารเพียงดวงเดียวของโลก โดยเมื่อปี 1999 นักวิทยาศาสตร์ได้พบอุกกาบาตขนาด 5 กิโลเมตร ที่ถูกจับไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงโลก เมื่อเป็นเช่นนั้นอุกกาบาตดังกล่าวซึ่งถูกเรียกว่า “ครูธเน” (Cruithne) จึงกลายเป็นบริวารของโลกไปโดยปริยาย น้องสาวของดวงจันทร์ดวงนี้ใช้เวลา 770 ปีโคจรรอบโลกเป็นรูปเกือกม้า ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระบุว่าอุกกาบาตลูกนี้จะอยู่ในอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงโลกไปอย่างน้อย 5,000 ปี



       5.ผ่านไปหลายล้านปีพื้นผิวก็ไม่เปลี่ยนแปลง
       มีหลุมอุกกาบาตลึกขนาดใหญ่บนดวงจันทร์ ซึ่งเป็นผลจากการถูกหินอุกกาบาตพุ่งชนอย่างรุนแรงเมื่อระหว่าง 4.1-3.8 พันล้านปีก่อนหน้านี้ ซึ่งร่องรอยความรุนแรงดังกล่าวไม่สึกกร่อนเป็นเพราะ 2 เหตุผลหลัก คือ ดวงจันทร์ไม่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยามากเหมือนโลก ไม่ว่าภูเขาไฟหรือภูเขาก็ไม่ทำลายภูมิทัศน์เหมือนอย่างบนโลก และอีกเหตุผลคือดวงจันทร์แทบจะไม่มีชั้นบรรยากาศ ดังนั้น การสึกกร่อนจึงเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย



       6.ดวงจันทร์ไม่กลม
       รูปร่างของดวงจันทร์คล้ายรูปร่างของไข่มากกว่า และศูนย์กลางมวลของดวงจันทร์ไม่ได้อยู่ตรงศูนย์กลางตามรูปทรงเรขาคณิต แต่อยู่ห่างจากศูนย์กลางรูปทรงเรขาคณิตดังกล่าวออกมา 2 กิโลเมตร



       7.“มูนเควก” ดวงจันทร์ไหว
       มนุษย์อวกาศในโครงการอพอลโลได้ใช้เครื่องมือวัดการสั่นสะเทือนบนดวงจันทร์ และพบว่าดวงจันทร์เทาๆ นี้ยังไม่ได้ตายด้าน แต่ยังยังมีการสั่นสะเทือนเบาๆ ที่มีต้นกำเนิดแรงสั่นสะเทือนอยู่ลึกใต้พื้นผิวลงไปหลายกิโลเมตร ซึ่งเชื่อว่าการสั่นสะเทือนนั้นเป็นผลพวงจากแรงดึงของแรงโน้มถ่วงโลก บางครั้งมีรอยแยกบนพื้นผิวและมีก๊าซเล็ดลอดออกมา
     
       นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าบางทีดวงจันทร์อาจจะมีแกนกลางที่ร้อนจัดหรืออาจจะหลอมเหลวด้วยบางส่วน เหมือนแกนกลางของโลก แต่ข้อมูลจากยานอวกาศลูนาร์โพรสเปคเตอร์ (Lunar Prospector) ของนาซาได้เผยให้เห็นตั้งแต่ปี 1999 ว่า แกนกลางของดวงจันทร์นั้นเล็กมาก อาจมีมวลอยุ่เพียง 2-4% ของมวลทั้งหมด ซึ่งเล็กมากเมื่อเทียบกับโลกที่มีแกนเป็นเหล็กและมีมวลถึง 30% ของมวลทั้งหมด



       8.ดวงจันทร์อาจจะเป็นดาวเคราะห์?
       ดวงจันทร์ของเราใหญ่กว่าพลูโต และมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวๆ 1 ใน 4 ของเส้นผ่านศูนย์กลางโลก นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่า ดวงจันทร์น่าจะเป็นดาวเคราะห์มากกว่า และเรียกระบบโลกกับดวงจันทร์ว่า “ดาวเคราะห์คู่” (double planet) ซึ่งพลูโตและชารอน (Charon) ซึ่งเป็นดวงจันทร์ก็ถูกเรียนกว่า “ระบบดาวเคราะห์คู่” จากนักวิทยาศาสตร์บางส่วนด้วย



       9.กระตุกน้ำขึ้น-น้ำลง
       เป็นที่ทราบดีว่าปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลงบนโลกนั้นได้รับอิทธิพลส่วนใหญ่จากดวงจันทร์ ขณะที่ดวงอาทิตย์มีอิทธิพลต่อน้ำขึ้นน้ำลงเพียงเล็กน้อย โดยแรงดึงดูดของดวงจันทร์จะดึงน้ำในมหาสมุทร โดยน้ำขึ้นจะเกิดขึ้นเมื่อโลกเรียงอยู่ในระดับใต้ดวงจันทร์ และอีกกรณีคือด้านของโลกที่ไปไม่ได้หันเข้าหาดวงจันทร์จะเกิดน้ำขึ้น เพราะแรงดึงดูดดึงโลกเข้าหาดวงจันทร์มากกว่าดึงน้ำ และเมื่อพระจันทร์เต็มดวงกับคืนเดือนมืด ดวงอาทิตย์ โลกและดวงจันทร์จะเรียงเป็นแวเดียวกัน ทำให้เกิดน้ำขึ้นสูงกว่าปกติ
     
       นอกจากนี้แรงดึงจากดวงจันทร์ยังทำให้โลกหมุนช้าลง เนื่องจากพลังงานการหมุนของโลกถูกดวงจันทร์ดึงไป ทำให้โลกของเราช้าลงประมาณ 1.5 มิลลิวินาทีทุกๆ 100 ปี



       10.เตรียมบอกลาดวงจันทร์
       ดวงจันทร์กำลังเคลื่อนออกห่างจากโลกไปเรื่อยๆ ในทุกปีดวงจันทร์ขโมยพลังงานจากโลก และใช้ในการขับดันตัวเองให้วงโคจรถ่างออกไป 3.8 เซ็นติเมตร ซึ่งนักวิจัยเผยว่า เมื่อดวงจันทร์เริ่มก่อกำเนิดนั้นอยู่ห่างจากโลกเพียง 22,530 กิโลเมตร แต่ตอนนี้ดวงจันทร์อยู่ห่างออกไป 450,000 แล้ว







ที่มา :  http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000120985

ถ่ายทอดสด จากสถานีอวกาศนานาชาติ ISS 24 ชั่วโมง (ISS Tracker)






ที่มา: http://allmysteryworld.blogspot.com/p/home.html#ixzz2g7RXQC9F  

ดวงจันทร์ของเราอาจเยาว์วัยกว่าที่คิด 100 ล้านปี



ภาพแนวคิดแสดงการชนกันของดาวเคราะห์ตามข้อมูลที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ของนาซาจับสัญญาณเศษซากของหายนะดังกล่าวได้ เมื่อปี 2009 ซึ่งเชื่อว่าการกำเนิดดวงจันทร์ของโลกก็มีรูปแบบเดียวกัน (สเปซด็อทคอม/นาซา)

       งานวิจัยใหม่จากการวิเคราะห์หินดวงจันทร์บ่งชี้ว่า ดวงจันทร์น่าจะมีอายุน้อยกว่าที่เคยเข้าใจอยู่ประมาณ 100 ล้านปี โดยทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับเกี่ยวกับกำเนิดบริวารของโลก ระบุว่าดวงจันทร์เกิดจากดาวเคราะห์ลึกลับที่มีขนาดเท่ากับดาวอังคารหรือใหญ่กว่าพุ่งชนโลกในช่วงเวลาที่ระบบสุริยะเพิ่งก่อเกิด
     
       ทว่ารายงานของบีบีซีนิวส์ งานวิจัยใหม่นี้ได้ศึกษาหินดวงจันทร์ซึ่งให้ผลบ่งชี้ว่า ดวงจันทร์น่าจะเกิดจากการรวมตัวของเศษซากที่ระเบิดออกไปในอวกาศ จากการพุ่งชนโลกของดาวเคราะห์ ซึ่งจริงๆ แล้วเกิดขึ้นระหว่าง 4.4-4.45 พันล้านปี ไม่ใช่ 4.56 พันล้านปีอย่างที่ทฤษฎีซึ่งได้รับการยอมรับขณะนี้ระบุ
     
       การศึกษาล่าสุดนี้ทำให้ดวงจันทร์ของเราอ่อนเยาว์ลง 100 ล้านปีจากที่เคยเข้าใจ ซึ่งนั่นอาจจะเปลี่ยนความเข้าใจของนักวิทยาศาสตร์ที่มีต่อช่วงกำเนิดโลก ซึ่งรวมถึงความเข้าใจต่อบริวารดวงนี้ด้วย โดย ริชาร์ด คาร์สัน (Richard Carlson) หนึ่งในทีมวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์คาร์เนกี (Carnegie Institution for Science) ในวอชิงตัน ดีซี สหรัฐฯ กล่าวว่า ยังมีเรื่องให้ต้องศึกษาอีกมาก เกี่ยวกับกำเนิดดวงจันทร์ที่ล่าช้ากว่าที่คิดนี้ เช่นสภาพของโลกของในยุคแรกๆ
     
     

     

     
     

     
       คาร์สันอธิบายว่า นักวิทยาศาสตร์ค่อนข้างทราบอายุของระบบสุริยะเป็นอย่างดี คือ ประมาณ 4.568 พันล้านปี และสามารถระบุช่วงเวลากำเนิดของวัตถุอวกาศขนาดเล็ดอย่างดาวเคราะห์น้อยได้อย่างแม่นยำด้วย โดยพิจารณาถึงช่วงเวลาที่วัตถุอวกาศเหล่านั้นเกิดละลายอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลจากความร้อนที่เกิดขึ้นจากการชนกันและรวมตัวกันของวัตถุต้นกำเนิดดาวเคราะห์ที่เรียกว่า “แพลเนตเอซิมัล” (planetesimal)
     
       ตัวอย่างเช่นการวิเคราะห์อุกกาบาตที่มาจากดาวเคราะห์น้อยเวสตา (Vesta) ซึ่งพุ่งเข้ามาในโลก เผยให้เห็นว่าหินอวกาศที่กว้าง 530 กิโลเมตรลูกดังกล่าว มีอายุ 4.565 พันล้านปี และเวสตายังเย็นตัวลงค่อนข้างเร็ว และเล็กเกิดกว่าที่จะรักษาความร้อนภายในที่ขับเคลื่อนให้เกิดของเหลวละลายอยู่ภายในหรือทำให้เกิดภูเขาไฟขึ้นได้ แต่คาร์สันอธิบายต่อว่า เป็นเรื่องยากกว่าที่จะระบุอายุของวัตถุอวกาศที่ใหญ่กว่าได้อย่างชัดเจน
     
       ถ้าถามเรื่องเดียวกันนี้สำหรับโลกหรือดวงจันทร์ คาร์สันกล่าวว่า เราจะไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนเลย และดูเหมือนโลกจะใช้เวลาที่นานกว่าในการขยายขนาดจนเต็ม แต่นักวิทยาศาสตร์ก็คำนวณออกมาได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยีที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่การคำนวณเหล่านั้นก็ทำให้ขยับอายุในการกำเนิดของดวงจันทร์ออกไปด้วย
     
       เชื่อว่าในช่วงเวลาสั้นๆ หลังก่อกำเนิดดวงจันทร์ทั้งดวงได้โอบอุ้มทะเลหินเหลวหนืดไว้ ซึ่งจากการประเมินอายุของหินดวงจันทร์ที่เกิดจากทะเลเหล่านั้นพบว่ามีอายุประมาณ 4.36 พันล้านปี และจากสัญญาณของหลายตำแหน่งที่พบอยู่บนโลก นักวิทยาศาสตร์คำนวณออกมาได้ว่า การหลอมเหลวครั้งมโหฬารนั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4.45 พันล้านปี ดังนั้นเหตุการณ์ชนกันครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้เกิดดวงจันทร์น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาราวๆ นั้น มากกว่าจะเป็นช่วงเวลา 100 ล้านปีก่อนหน้านั้นหรือนานกว่านั้นอีก
     
     







ที่มา :http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9560000120613

นาซายืนยัน "วอยเอเจอร์1" สิ่งประดิษย์ชิ้นแรกพ้นระบบสุริยะแล้ว




นาซายืนยันยานอวกาศ "วอยเอเจอร์ 1" เป็นสิ่งประดิษย์ชิ้นแรกของมนุษย์ที่หลุดพ้นระบบสุริยะไปแล้ว หลังจากถูกส่องออกไปท่องอวกาศตั้งแต่ปี 1977
     
       องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ยืนยันยานวอยเอเจอร์ 1 (Voyager-1) ได้เคลื่อนออกจากฟองก๊าซร้อนของดวงอาทิตย์ ออกไปสู่อวกาศภายนอกระบบสุริยะแล้ว และกลายเป็นสิ่งประดิษย์ชิ้นแรกของมนุษย์ที่หลุดพ้นระบบสุริยะ
     
       วอยเอเจอร์ 1 ถูกปล่อยออกจากโลกเมื่อ 5 ก.ย.1977 ไม่กี่วันหลังจากแฝดผู้น้อง วอยเอเขอร์ 2 (Voyager-2) ทะยานฟ้าขึ้นไปก่อน ทั้งคู่มีภารกิจหลักในการสำรวจดาวเคราะห์วงนอกระบบสุริยะ คือ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ยูเรนัส และเนปจูน แต่หลังจบภารกิจเมื่อปี 1989 ทั้งคู่ก็ยังปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง
     
       ตอนนี้ยานอวกาศรุ่นบุกเบิกของนาซาอยู่ไกลจากโลกเกือบ 1.9 หมื่นล้านกิโลเมตร ซึ่งที่ระยะไกลขนาดนั้น ทำให้วอยเอเจอร์ต้องใช้เวลาถึง 17 ชั่วโมงเพื่อส่งสัญญาณวิทยุกลับมาบนโลก
     

ศ.เอ็ด สโตน

       "นี่เป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่งที่เราได้คาดหวังมาตลอดว่าเราจะมาถึง นับแต่เราเริ่มโครงการนี้เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ที่เราอยากจะส่งยานอวกาศออกไปยังอวกาศข้างนอก" ศ.เอ็ด สโตน (Prof.Ed Stone) หัวหน้าทีมวิทยาศาสตร์ในภารกิจผจญภัยทางอวกาศนี้กล่าว
     
       ศ.สโตนเผยแก่บีบีซีนิวส์ว่า ในทางวิทยาศาสตร์แล้วเป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่ง และยังมีแง่ประวัติศาสตร์ และการเดินทางของยานอวกาศครั้งนี้ก็เหมือนกับเหตุการณ์เดินทางรอบโลกได้เป็นครั้งแรกในอดีต หรือเหตุการณ์ฝากรอยเท้าบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก
     
       "นี่เป็นครั้งแรกที่เราเริ่มต้นสำรวจอวกาศระหว่างดวงดาว*" ศ.สโตนให้ความเห็นแก่บีบีซีนิวส์


ภาพวาดจำลองภารกิจยานวอยเอเจอร์ 1

     


ภาพวาดจากนาซาอธิบายให้เห็นว่าวอยเอเจอร์ 1 หลุดขอบระบบสุริยะไปแล้ว

       *ดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ดวงอื่น
     







ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=956000011541
          http://allmysteryworld.blogspot.com/2013/09/1.html#.UkVKfYbWOfQ

Alien!!? นักวิทย์ฯ พบ Pandoravirus “ไวรัสยักษ์” คาดมาจากดาวอังคาร!!




นักวิทย์ฯ พบไวรัสชนิดใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏบนโลกมาก่อน ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าไวรัสทั่วไปถึง 10 เท่า และมีสัดส่วนยีนส์เพียง 6% ที่ใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดโลก มันถูกเรียกว่า ” Pandoravirus “


นักวิจัยฝรั่งเศสเชื่อว่าไวรัสยักษ์นี้ มีชีวิตหลุดรอดมาจากช่วงโบราณกาล หรือไม่มันก็มาจากดาวอื่นๆ เช่น ดาวอังคาร


Aix-Marseille นักสำรวจแห่งมหาวิทยาลัยทางชีววิทยา ร่วมด้วย Jean-Michel Claverie และ Chantal Abergel ผู้ช่วยนักสำรวจ กล่าวถึงการค้นพบไวรัสยักษ์นี้ ในบริเวณน่านน้ำชายฝั่งออสเตรเลียและตอนกลางของชิลี



” ไวรัสทั่วไปมีขนาดอยู่ราว 10 – 50 นาโนเมตร แต่เจ้านี่มีขนาดเป็นไมโครเมตร (1,000 นาโนเมตร = 1 ไมโครเมตร )  มันมียีนส์อยู่ราวๆ 2,500 ยีนส์ และกว่า 2,300 รูปแบบ



เป็นยีนส์ที่ค้นพบใหม่ทางชีววิทยา มันจึงแตกต่างจากไวรัสที่เราเคยรู้จัก และเราเชื่อว่ามันจะสามารถเปิดเผยประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลกได้  “ ดอกเตอร์  Claverie อธิบาย




Megavirus ที่ว่าใหญ่แล้วขนาด 440 นาโนเมตร ที่พบก่อนหน้านี้ เทียบไม่ได้กับไวรัสยักษ์เลย



และหากมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากนอกโลกแล้ว การมีอยู่ของมันยังสามารถอธิบายรูปแบบการดำรงชีพ และต่อยอดไปถึงการพัฒนาเป็นสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โดยหากมาจากนอกโลก คาดว่ามันจะตกมาพร้อมอุกกาบาตในช่วงใดช่วงหนึ่งของโลกยุคบรรพกาลนั่นเอง!!



 Pandoravirus !! 

- ค้นพบยีนส์ชนิดใหม่ ในทำเนียบชีววิทยา

- ไวรัสยักษ์ จะนำไปสู่กุญแจสำคัญของกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก

- อธิบายถึงกลยุทธ์การมีชีวิตรอด ทางธรรมชาติจากโบราณกาลของสิ่งมีชีวิต

- หากมาจากดาวอื่น จะช่วยในเรื่องการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก

หรือต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร (เอเลี่ยน?)

- ไม่สามารถอาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ได้











ที่มา : http://tech.mthai.com/gadget/30444.html
http://allmysteryworld.blogspot.com/

6 เรื่องรอบตัว ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงบนอวกาศ


ปกติเวลาคนเราต้มน้ำ ก็จะมีฟองอากาศเล็ก ๆ ลอยอยู่เต็มไปหมด แต่บนอวกาศไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะ แต่คุณจะพบฟองอากาศฟองยักษ์เพียงฟองเดียวเท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะในห้วงอวกาศนั้น จะไม่มีการหมุนเวียนความร้อนรวมทั้งการลอยตัว ที่สามารถพบได้บริเวณที่มีแรงดึงดูด ซึ่งการต้มน้ำที่ถูกค้นพบเมื่อปี 1992 กลายมาเป็นประโยชน์ให้ NASA ได้ใช้หลักการนี้เป็นแนวทางในการควบคุมความเย็นของกระสวยอวกาศต่อไป



2. ไฟกลายเป็นลูกกลม

ในขณะที่การจุดเทียนบนพื้นโลก จะทำให้เกิดแสงไฟทรงแหลมชี้ขึ้นฟ้า ทว่าบนอวกาศนั้นไฟที่ถูกจุดขึ้นจะกลายเป็นทรงกลม ทั้งนี้เป็นเพราะว่า เมื่อไม่มีแรงดึงดูดแล้ว ความกดอากาศทั้งหมดจะเท่ากัน ทำให้ไฟกระจายออกไปรอบทางเป็นดวงกลม ผิดกับบนพื้นโลก ที่ความกดอากาศต่างกัน โดยยิ่งใกล้พื้นโลกมากเท่าไหร่ มวลอากาศก็หนาแน่นมากขึ้นเท่านั้น ทำให้เปลวไฟมีปลายเรียวแหลม เนื่องจากมวลอากาศด้านบนเบาบางกว่า



3. แบคทีเรียเติบโตเร็วขึ้นอีก

ถ้าคุณคิดว่าแบคทีเรียบนโลกนี้น่ากลัวแล้ว ขอบอกให้รู้เลยว่าบนอวกาศน่ากลัวกว่านี้เสียอีก เพราะแบคทีเรียอย่างแอสโตร-อี สามารถเติบโตได้เร็วขึ้นกว่าตอนอยู่บนโลกถึง 2 เท่า ในขณะที่แบคทีเรียซาลโมเนลลาก็มีประสิทธิภาพร้ายแรงขึ้นเมื่ออยู่บนอวกาศด้วย ทำให้นักบินอวกาศต้องเสี่ยงกับโรคภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เชื่อว่าเหตุผลที่ซาลโมเนลลามีฤทธิ์ร้ายแรงขนาดนี้ น่าจะเกิดจากความผิดปกติระดับความกดดันในโปรตีน Hfq ซึ่งเป็นตัวควบคุมปกติกริยาการตอบสนองต่อแบคทีเรียซาลโมเนลลา



4. เบียร์ไม่ซ่าอีกต่อไป

การจะดื่มน้ำอัดลมสักกระป๋องหรือซัดเบียร์สักขวดให้สดชื่นสักหน่อย กลายเป็นเรื่องที่กร่อยสนิทเมื่ออยู่บนอวกาศ เพราะภาวะลอยน้ำที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้บนอวกาศ จะทำให้ก๊าซคาร์บอนในน้ำอัดลมจางหายไป นักบินอวกาศจึงไม่มีโอกาสได้จิบเบียร์ซ่า ๆ ชื่นใจดับกระหายระหว่างชมวิวดวงดาวกันบ้างเลย



5. ดอกไม้กลิ่นไม่เหมือนเดิม

ใช่ว่าดอกไม้จะไม่ส่งกลิ่นหอมแล้วหรอกนะ แต่เมื่ออยู่บนอวกาศ กลิ่นของมันจะต่างออกไปจนรู้สึกได้ทันที เนื่องจากมันอยู่ท่ามกลางอุณหภูมิและความชื้นไม่เหมือนเดิม ส่งผลให้การผลิตน้ำมันสร้างกลิ่นหอมของมันเปลี่ยนไป ซึ่งทางบริษัทชิเซโด้ได้ปิ๊งไอเดียเอาน้ำหอมจากดอกไม้ที่ขึ้นไปกับกระสวยอวกาศเมื่อปี 1998 ไปผลิตเป็นน้ำหอมภายใต้ชื่อ Out of This World มาแล้ว



6. เหงื่อออกท่วมตัว

คาดว่านักบินอวกาศทั้งหลายคงเหนียวตัวกันแทบแย่แน่ ๆ เพราะเหงื่อจะออกมากขึ้นอีก จากการที่บนอวกาศไม่มีการหมุนเวียนความร้อน ทำให้ร่างกายจำเป็นต้องปรับอุณหภูมิร่างกายด้วยการผลิตเหงื่อออกมาแทน แต่ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ เหงื่อเหล่านั้นไม่สามารถระเหยหรือหยดลงได้ มันจึงเกาะอยู่บนร่างกายอยู่อย่างนั้น





ที่มา :http://www.toptenthailand.com/23-5149.html

กำเนิดเอกภพ(Big Bang)

ปัจจุบันเอกภพประกอบดัวยกาแล็กซีจำนวนเป็นแสนล้านกาแล็กซีระหว่างกาแล็กซีเป็นอวกาศที่เวิ้งว้างกว้างไกล เอกภพจึงมีขนาดใหญ่โดยมีรัศมีไม่น้อยกว่า 13,700 ล้านปีแสง ภายในกาแล็กซีแต่ละแห่งประกอบด้วยดาวฤกษ์จำนวนมากโลกของเราเป็นดาวเคราะห์หืดวงหนึ่งในระบบสุริยะ ซึ่งเป็นสมาชิกของกาแล็กซีของเรา บิกแบงเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้พลังงานส่วนหนึ่งเปลี่ยนเป็นสสารมีวิวัฒนาการต่อเนื่องจนเกิดเป็นกาแล็กซี เนบิวลา ดาวฤกษ์ ระบบสุริยะ โลก ดวงจันทร์ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในปัจจุบัน
 

จีน'เตรียมส่งมนุษย์ไปอวกาศอีก3คน

จีน'เตรียมส่งมนุษย์ไปอวกาศอีก3คน

'จีน' เตรียมส่งนักบินอวกาศ 3 คน เดินทางไปกับยานอวกาศเสิ่นโจว 10 เพื่อไปเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศอวกาศเทียนกง 1 และมีแผนจะพูดคุยกับนักเรียน ขณะอยู่บนห้องแล็บเทียนกง


                         10 มิ.ย. 56  ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โครงการอวกาศของจีน ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการเชื่อมต่อของจรวดขนส่งอวกาศกับสถานีอวกาศ และการออกไปเดินในอวกาศ แต่ล่าสุุด เนื่องในวาระการเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ของโครงการอวกาศ พวกนักบินอวกาศจะต้องปฏิบัติภารกิจที่ง่ายกว่าที่เคยทำมา ซึ่งก็คือการสอนวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กๆ /// การเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ของโครงการอวกาศจีน มีขึ้นในช่วงที่คู่แข่งสำคัญอย่างสหรัฐ ยังไม่ได้ตั้งเป้าภารกิจใหม่ ทั้งยังขาดการสนับสนุนทางการเมืองและไม่สนใจจะร่วมมือกับจีน
                         ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงการอวกาศของจีน ประจำวิทยาลัยสงครามทางเรือ บอกว่า จีนกำลังศึกษาอวกาศในระยะยาว ความไม่สนใจหรือปฏิเสธที่จะทำงานร่วมกับจีนของสหรัฐ ไม่ได้ยับยั้งหรือทำให้จีนช้าลงแต่อย่างใด // ยานอวกาศเสิ่นโจว 10 จะเดินทางสู่อวกาศโดยจรวดขนส่งอวกาศ ลองมาร์ช ทู เอฟ ที่ปลอดภัยกว่าและพึ่้งพาได้มากกว่า โดยวัดจากภารกิจครั้งที่ผ่านๆ มา และล่าสุด จะส่งลูกเรือขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศเทียนกง 1 เพื่อทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์เป็นเวลา 12 วัน ก่อนที่จีนจะปล่อยสถานีอวกาศแห่งใหม่ที่ใหญ่กว่า ในปี 2563
                         การเรียนผ่านอวกาศ ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของการนำโครงการที่กองทัพสนับสนับสนุน เข้าสู่ชีวิตประจำวันของคนทั่วไป และตามรอยขององค์การบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติของสหรัฐ หรือนาซา ที่เอาสิ่้งที่เกินเอื้อมสำหรับนักเรียน มาเป็นแรงบันดาลให้มีการสำรวจอวกาศและนำไปสู่การสนับสนุนงบประมาณ /// ก่อนหน้านี้ นักบินอวกาศของจีน ก็ได้เข้าร่วมขบวนพาเหรดให้สาธารณชนดูในหลายเหตุการณ์สำคัญ
                         สำหรับนักบินอวกาศชุดล่าสุด คาดว่าจะมีผู้หญิงรวมอยู่ด้วย 1 คน จะต้องทำการทดสอบการเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศ และระบบช่วยชีวิตก่อน แต่ในจำนวนลูกเรือทั้ง 3 คนนี้ มีอยู่หนึ่งคนที่เคยมีประสบการณ์เชื่อมต่อกับสถานีอวกาศเทียนกงมาแล้ว นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน ปี 2554




ยานออพพอร์จูนิตี้พบน้ำบนดาวอังคาร

ยานออพพอร์จูนิตี้พบร่องรอยของน้ำแห่งใหม่ ที่แสดงให้เห็นว่า ครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยมีน้ำแหล่งน้ำสมบูรณ์ 

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ(นาซา)ระบุว่า ยานสำรวจดาวอังคารออพพอร์จูนิตี้แม้มีความเก่าแก่  แต่ก็สามารถพบร่องรอยของแหล่งน้ำในรอบเกือบ 10 ปี  หลังจากมุ่งหน้าสู่ดาวแดง   โดยยานที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และไร้คนขับ ได้ทำการวิเคราะห์ก้อนหินที่มีอายุเก่าแก่ และได้หลักฐานที่มีความเป็นไปได้ว่า  ครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยมีน้ำอย่างอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งจากการวิเคราะห์พบร่องรอยของน้ำที่สามารถดื่มได้เมื่อย้อนกลับไปราวหนึ่งพันล้านปีแรกของประวัติศาสตร์ดาวอังคาร
  
ทั้งนี้  ยานออพพอร์จูนิตี้และยานสปิริตได้ออกปฏิบัติภารกิจในอวกาศเมื่อปี 2546  และลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อเดือนม.ค.ปี 2547  จนพบหลักฐานของสภาพแวดล้อมที่เปียกชื้นบนดาวอังคาร และสิ่งที่ยานออพพอร์จูนิตี้พบส่วนใหญ่เป็นกรดซัลฟูริค   ปัจจุบันยานออพพอร์จูนิตี้เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ วันละประมาณ 50 เมตร เข้าสู่พื้นที่ห่างจากจุดที่เรียกว่า โซแลนเดอร์ พอยต์ ราว 1.5 กิโลเมตร    สำหรับยานสปิริต ออกเดินทางจากโลกเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ปี 2546 และยุติภารกิจบนดาวอังคารเมื่อปี 2553   แต่ยานออพพอร์จูนิตี้ ออกเดินทางจากโลกเมื่อวันที่  7 ก.ค.ปี 2546  แต่ยังคงปฏิบัติภารกิจ





ที่มาhttp://forum.khonkaenlink.info/

อุกาบาตพุ่งเข้าใส่พื้นที่ภาคกลางของรัสเซีย

ที่มาของภาพ http://www.bbc.co.uk/news/world-europe-21475858

ในช่วงเช้าเวลาประมาณ 9:20 น. ของวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 (หรือ 10.20 น. ตามเวลาในประเทศไทย) ชาวเมืองเชเลียบินสค์ (Chelyabinsk) ที่ตั้งอยู่ในภาคกลางของรัสเซีย ต้องตื่นตระหนก เนื่องจากมีวัตถุอวกาศพุ่งผ่านท้องฟ้าของเมือง พร้อมกับเสียงระเบิดที่เกิดจากคลื่นกระแทกที่ดังมากจนมีผลให้กระจกของอาคารและที่พักอาศัยแตกเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีประชาชนบาดเจ็บมากกว่าหนึ่งพันคน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นการบาดเจ็บที่เกิดจากถูกกระจกที่แตกบาด
ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า "เห็นลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งวาบอยู่บนท้องฟ้า จากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นจนทำให้กระจกของอาคารและบ้านพักแตกเป็นจำนวนมาก จนตัวเขาเองต้องก้มหลบลง เมื่อมองกลับขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง ก็เห็นแต่เพียงกลุ่มควันสีขาวที่พุ่งเป็นทางยาวตามทิศทางที่เจ้าลูกไฟนั้นพุ่งไป"


อุกาบาตขณะพุ่งผ่านท้องฟ้าของเมืองเชเลียบินสค์
ที่มาของภาพ : http://www.bbc.co.uk/news/world-europe-21476132
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญของสมาคมดาราศาสตร์ของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า อุกาบาตที่พุ่งเข้าใส่รัสเซียในครั้งนี้ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับดาวเคราะห์น้อย ที่ชื่อว่า "2012 DA 14" ที่จะเคลื่อนผ่านเข้าใกล้โลกในช่วงวันเดียวกัน สำหรับการตกของอุกาบาตในครั้งนี้และมีผลทำให้ผู้คนได้รับบาดเจ็บนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้ง เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว วัตถุอวกาศขนาดเล็กจะถูกเผาไหม้จนแทบจะหมดบนท้องฟ้าขณะที่มันเดินทางเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก และปรากฏให้เราเห็นเป็นแสงของดาวตกที่เรามักจะเห็นในค่ำคืนที่ท้องฟ้าไม่มีเมฆบดบัง

ภาพขณะดาวตก (อุกาบาต) พุ่งผ่านย่านชุมชนของเมืองเชเลียบินสค์
ที่มาของภาพ : http://www.mirror.co.uk/news/weird-news/russian-meteor-rescue-team-begins-1712792
แต่ในครั้งนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะวัตถุอวกาศขนาดใหญ่สามารถรอดพ้นการเผาไหม้ในช่วงแรกได้ในขณะที่กำลังเข้าสู่ชั้นบรรยากาศชั้นบน แต่หลังจากที่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศชั้นต่ำลงมาก็เกิดการระเบิดขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดคลื่นกระแทกขึ้น
ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ของนาซากล่าวว่า อุกาบาตที่ระเบิดขึ้นบนน่านฟ้าของรัสเซียนั้นมีขนาดใหญ่กว่าที่คาดไว้ และมีกำลังทำลายล้างสูง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ของนาซาได้ออกแถลงการณ์ว่า นักวิทยาศาสตร์ของนาซาได้คำนวณและประมาณค่าต่างๆ ว่าดาวตกในครั้งนี้เป็นก้อนหินอวกาศที่มีขนาดความกว้างประมาณ 17 เมตร น้ำหนักประมาณ 7,000 ถึง 10,000 ตัน และในขณะที่ระเบิดมันปลดปล่อยพลังงานออกมามีขนาดประมาณ 500 กิโลตัน ทั้งนี้ข้อมูลจากสถานีตรวจจับอินฟราซาวนด์ของนาซาที่อลาสกา (6,500 กิโลเมตรห่างจากเชเลียบินสค์) ระบุว่าอุกาบาตชิ้นดังกล่าวเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและกลายเป็นดาวตกโดยใช้เวลา 32.5 วินาที ซึ่งคำนวณโดยปีเตอร์ บราวน์ แห่งมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออนตาริโอ ประเทศแคนาดา
นอกจากนี้ นาซายังยืนยันว่าเส้นทางการเดินทางของอุกาบาตชิ้นนี้จะแตกต่างจากเส้นทางการเดินทางของดาวเคราะห์น้อย 2012 DA 14 ที่จะเดินทางผ่านโลกในอีก 12 ชั่วโมงหลังจากเหตุการณ์ที่เชเลียบินสค์ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าอีกครั้งว่าไม่มีความเชื่อมโยงกันระหว่างวัตถุอวกาศ 2 ชิ้นนี้ ทั้งนี้อุกาบาตตกครั้งนี้ ถือว่าเป็นวัตถุอวกาศชิ้นใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1908 ที่มีอุกาบาตตกที่ทังกัสกาในไซบีเรีย
ล่าสุดทางการรัสเซียได้ยืนยันว่าจุดตกของอุกาบาตนั้นอยู่ใกล้เมืองเชบาร์คูล ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเชเลียบินสค์ พร้อมกับได้เผยแพร่ภาพบริเวณทะเลสาปใกล้เมืองเชบาร์คูล ที่ซึ่งหนึ่งในชิ้นส่วนของอุกาบาตได้ตกลง

ทะเลสาปใกล้เมืองเชบาร์คูล ที่ซึ่งหนึ่งในชิ้นส่วนของอุกาบาตได้ตกลง
ที่มาของภาพ : http://www.bbc.co.uk/news/world-europe-21489250
แผนที่แสดงจุดตกของอุกาบาต
ที่มาของภาพ : http://www.bbc.co.uk/news/world-europe-21489250
ภาพถ่ายย่านอินฟราเรดจากดาวเทียมค้างฟ้าที่ตรวจจับได้จากความร้อนของอุกาบาตขณะเดินทางเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
ที่มาของภาพ : http://www.bbc.co.uk/news/world-europe-21475858
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
    http://www.space.mict.go.th

โลกดวงใหม่ เคปเลอร์ 22-บี ความฝันใกล้ความจริงเข้ามาแล้ว ... แต่ที่แน่ ๆ เคปเลอร์ ยากจนค่นแค้นตลอดชีวิตและตายอย่างอนาถา แต่สิ่งที่มอบให้แก่โลกนั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน !!


โลกดวงใหม่ "เคปเลอร์ 22-บี" ความฝันใกล้ความจริงเข้ามาแล้ว ... แต่ที่แน่ ๆ
"เคปเลอร์"  ยากจนค่นแค้นตลอดชีวิตและตายอย่างอนาถา  แต่สิ่งที่มอบให้
แก่โลกนั้น ยิ่งใหญ่เหลือเกิน !!

ความฝันของมนุษย์ใกล้ความจริงอีกแล้วหรือนี่ !! ...โลกดวงใหม่ "เคปเลอร์ 22-บี"
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ NASA ได้
เปิดเผยรายงานให้โลกได้รับรู้ และสั่นสะเทือนวงการดาราศาสตร์โลกทีเดียว  นั่นคือ
การค้นพบดาวเคราะห์ ที่มีลักษณะเหมือนโลกที่สุด  โดยตั้งชื่อว่า "เคปเลอร์ 22-บี" 
องค์การ NASA  ได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า  ดาวเคราะห์ดวงนี้  มีขนาดใหญ่กว่าโลกเรา
2.4 เท่า   อุณหภูมิโดยเฉลี่ย อยู่ที่  22 องศาเซลเซียส  เหมาะสมกับสิ่งที่มีชีวิต
อยู่ไกลจากโลกเรา  600 ปีแสง  หรือแสงเดินทางใช้เวลา 600  ปี  หรือไกลกว่า
6,000  ล้านล้านกิโลเมตร
ความจริง องค์การ NASA สหรัฐ  ได้ค้นพบดาวเคราะห์ดวงนี้ ตั้งแต่ปี 2552  แล้ว  ด้วย
กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์   แต่ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้มากนัก

Closer to Finding an Earth
This artist's conception illustrates Kepler-22b, a planet known to comfortably
circle in the habitable zone of a sun-like star. It is the first planet that NASA's
Kepler mission has confirmed to orbit in a star's habitable zone -- the region
around a star where liquid water, a requirement for life on Earth, could persist. The planet is 2.4 times the size of Earth, making it the smallest yet found to orbit in the middle of the habitable zone of a star like our sun.
Scientists do not yet know if the planet has a predominantly rocky, gaseous or
liquid composition. It's possible that the world would have clouds in its
atmosphere, as depicted here in the artist's interpretation.
Image credit: NASA/Ames/JPL-Caltechร่
รายละเอียด ขอเชิญอ่านต่อที่
http://www.nasa.gov/mission_pages/kepler/multimedia/images/kepler-22b.html

*.*.*
แต่ที่แน่ ๆ  เคปเลอร์  ยากจนค่นแค้นตลอดชีวิตและตายอย่างอนาถา
โยฮันเนส เคปเลอร์ (Johannes Kepler)  นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน  ผู้ประสบ
ความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่งในด้านดาราศาสตร์  แม้ว่าเขาจะยากจนค่นแค้นตลอดชีวิต
และตายอย่างอนาถา  แต่สิ่งที่มอบให้แก่โลกนั้น ยิ่งใหญ่เหลือเกิน !!
เคปเลอร์  ผู้มีร่างกายผอมเกร็ง และอ่อนแอ  แต่กลับมีจิตใจที่แข็งแกร่ง   มีความมุ่งมั่น
เด็ดเดี่ยวสูง  ที่จะปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จ

ชีวิตของเขา ประสบเคราะห์กรรมตั้งแต่แรกเกิด
เขาเกิดเมื่อวันที่  27  ธันวาคม  ค.ศ. 1571  ที่ Weil der Stadt, Württemberg
เยอรมนี  เขาคลอดก่อนกำหนดถึง 2  เดือน  ร่างกายเล็กและไม่สมบูรณ์  ครอบครัวก็
ยากจนมาก
เคปเลอร์  ผ่านชีวิตในวัยเด็กที่อ่อนแอ  3  วันดี  4  วันไข้   มาสู่วัยหนุ่มที่ผอมบาง
อมโรค

เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ในลักษณะกึ่งทุพพลภาพ และไม่มีความสุข
เคปเลอร์เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ในลักษณะกึ่งทุพพลภาพ  และมีภรรยา 2 คน
ภรรยาคนแรกของเคปเลอร์  อายุมากกว่าเขาและแต่งงานมาแล้ว 2 ครั้ง  เป็นผู้หญิง
ประเภทปากชักยนต์  ชอบบ่นและชวนวิวาทอยู่เนืองนิตย์  รวมทั้งญาติพี่น้องของเธอ
ด้วย  ทำให้ชีวิตเคปเลอร์ไม่มีความสุข

ภรรยาคนที่สองของเขา  ก็เป็นสาวขึ้นคาน  ผู้ชอบทำหน้าหงิกอยู่เป็นประจำ  เนื่องจาก
เงินเดือนของเคปเลอร์  กว่าจะได้รับ  ก็ล่าช้าไม่ทันใจเธอ  เพื่อไปซื้อของใช้สำหรับ
ผู้หญิงที่เธออยากได้

เคปเลอร์ บอกว่า เรื่องดาราศาสตร์เป็นของง่าย
นายจ้างของเขา คือ  พระราชา รูดอล์ฟ แห่งโบฮีเมีย  ผู้เป็นโสด และวิกลจริตถึง 90 %
สั่งให้เคปเลอร์ ดำรงตำแหน่งโหรหลวง  คอยเฝ้าดูดวงดาว และทำนายทายทัก
วางฤกษ์ยามการรบทัพจับศึก  และออกล่าสัตว์
เคปเลอร์  ซึ่งศึกษาคณิตศาสตร์ด้วยตนเอง  บอกกับพระราชาว่า  เรื่องดาราศาสตร์
เป็นของง่าย
เขาคาดว่า  มีความลึกลับซับซ้อนอยู่มากมายในหมู่ดวงดาวหลากหลายนั้น  และตั้งใจ
แน่วแน่ ที่จะไขความลึกลับเหล่านี้ออกมาให้ได้
เคปเลอร์  ร่างกายผอมบาง  ประกอบกับสายตาสั้น  ขณะนั่งคิดคำนวณตัวเลขอยู่เกือบ
ตลอดคืนนั้น  เขาต้องแนบใบหน้าให้เข้าใกล้กระดาษที่ขีดเขียนอย่างมาก  จนขนคิ้ว
เกือบจะไหม้ไปกับเปลวเทียน
ชายผู้ไม่สมบูรณ์นี้  กัดฟันทนความหนาวเหน็บ และเขียนบนกระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่า
โดยอาศัยแสงเทียนหริหรี่  เอาหูทวนลมกับเสียงบ่นของภรรยา
แม้ว่าสายตาของเขา จะเห็นเพียงเลือนลางก็ตาม  แต่เขากลับพบว่า  ทัศนียภาพของ
ดวงดาวทั้งหลายนั้น  มีเสน่ห์ซาบซึ้งกว่าคนสายตาปกติเสียอีก
เคปเลอร์ ไม่เพียงมองเห็นตัวเลขบนกระดาษที่เขาบันทึกไว้เท่านั้น  แต่เขายังมองเห็น
อีกว่า  ตัวเลขเหล่านี้  คือกุญแจสำคัญสำหรับไขความลึกลับของจักรวาล

ปีแล้ว ปีเล่า ที่เขาทำงานอย่างมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ
ด้วยพลังใจอันแกร่งกร้าว ไม่เหมือนใคร  สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า  ปีแล้วปีเล่า  ที่เขา
ทำงานอย่างมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ  จนวันคืนผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว
เขาหมายเหตุข้อสังเกตต่าง ๆ  ลงบนกระดาษปึกใหญ่  รวมทั้งการคำนวณอีกมากมาย

สูญเสียลูกชายสุดที่รัก และเกิดกาฬโรคระบาด
เมื่อเกิดโรคทรพิษระบาด  เคปเลอร์ก็ต้องโศกเศร้าเสียใจ  ต่อการสูญเสียลูกชาย
สุดที่รักไป  แต่เขาก็ยังคงนั่งมองดูดวงดาว  ข้าง ๆ เปลววับแวมของเทียนไขอยู่ต่อไป
อย่างไม่หยุดยั้ง
และเมื่อเกิดกาฬโรคระบาดในแถบถิ่นละแวกบ้านอีก   เคปเลอร์ก็สวมเสื้อคลุมสีขาวเก่า
จนเนื้อผ้ารวน  อพยพครอบครัวไปอยู่ที่อื่น  พร้อมกับหอบกระดาษและเทียนไขไปด้วย

ไม่มีอะไรจะหยุดยั้งเขาได้ ในการทำงาน
ไม่ว่าจะเป็นความอัตคัตเงินทอง  ความเจ็บป่วยเรื้อรัง  หรือโรคระบาดก็ตาม  ล้วนไม่
สามารถจะหยุดยั้งเขาจากการทำงานได้เลย  เพื่อจุดมุ่งหมายแห่งความสำเร็จที่เขา
คาดหวังไว้

ผลสำเร็จที่เคปเลอร์มอบไว้ให้แก่โลกนั้น ยิ่งใหญ่เหลือเกิน !!
เขาได้จัดวางสูตรวิถีโคจรอันถูกต้องของดวงดาว  1 พันดวง  ซึ่งช่วยให้นักเดินเรือ
ทั้งหลาย  นำเรือสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย มาหลายศตวรรษ
เขาค้นพบวิธีใช้เลนส์นูน  2  อัน  และลวดวัดระยะ  ซึ่งได้พัฒนามาเป็นกล้อง
โทรทรรศน์ในปัจจุบัน
เคปเลอร์ ยังได้ค้นพบกฎสามประการแห่งการเคลื่อนไหวของดาวเคราะห์ทั้งมวล
บนท้องฟ้า  ซึ่งเท่ากับว่า  ชายกึ่งพิการผู้นี้เป็นผู้วางกฎแห่งสรวงสวรรค์

นอกจากนี้  เขายังได้วางหลักคณิตศาสตร์แบบใหม่ ที่เรียกกันว่า  "แคลคิวลัส"
นี่คือสิ่งที่เคปเลอร์มอบไว้ให้แก่โลก เฉพาะที่สำคัญ ๆ เท่านั้น !!
เคปเลอร์  ได้ลาจากโลกนี้ไป  เมื่อปี ค.ศ. 1630  ที่เมือง Regensburg   อายุได้
59 ปี  ตายอย่างอนาถา อยู่ในชุดเสื้อผ้าซอมซ่อสกปรก และบรรจุในโลงศพ
ราคาถูกที่สุดในเมือง !!

สิ่งที่เคปเลอร์ มอบให้ไว้แก่โลก นอกจากผลงานที่ยิ่งใหญ่แล้ว  ก็คือ  "ไม่มีสิ่งใด
สามารถยับยั้งเขาได้เลย  จากความมุ่งมั่นในการทำงานให้บรรลุผลสำเร็จ  ตามที่
เขาปรารถนา"
 เป็นตัวอย่างที่ดีที่ผู้ที่ต้องการจะบรรลุผลสำเร็จเช่นกัน ควรดำเนิน
รอยตาม

*.*.*
อ้างอิง  :   หนังสือ "ทำปุ๊บ เสร็จปั๊บ"  ของ เดอะ บอสส์  - ขอขอบคุณ
               "โลกดวงใหม่ 'เคปเลอร์ 22-บี' " ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  11  ธันวาคม
                          2554 - ขอขอบคุณ
               เว็บไซต์องค์การ NASA   http://www.nasa.gov/ -  ขอขอบคุณ
ภาพจาก  NASA -  ขอขอบคุณ


อ้างอิงจากhttp://www.oknation.net

การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศด้านการเกษตร


นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการลงนามบันทึกความร่วมมือ เรื่อง “การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศด้านการเกษตร” ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร โดยนางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) โดย ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณอยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ณ กรมส่งเสริมการเกษตร





อ้างอิงจากhttp://www.ryt9.com

สถานีอวกาศพาณิชย์แห่งแรกของโลก พร้อมเปิดบริการปี 2013

ดูเหมือนว่าโลกของเรากำลังจะก้าวเข้าใกล้ยุคท่องอวกาศกันเข้าไปทุกทีแล้ว เพราะมีการคิดค้นโครงการยานและโรงแรมอวกาศขึ้นมามากมาย และได้เปิดเผยรายละเอียดกันไปแล้วก่อนหน้านี้ ล่าสุด สถานีอวกาศพาณิชย์แห่งแรกของโลกก็กำลังเตรียมเปิดตัวกับเขาเหมือนกัน เพื่อให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะท่องอวกาศ คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปี 2013 นี้

         โดยสถานีอวกาศแห่งนี้  ตั้งอยู่ในมลรัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐ เป็นสถานีอวกาศเพื่อการพาณิชย์ของสายการบินเวอร์จิ้น แกแล็กติค ของนายริชาร์ด แบรนสัน ซึ่งได้สร้างขึ้นตามโครงการส่งคนออกไปท่องจักรวาลที่คาดว่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่ดึงดูดความสนใจจากนักเดินทางในอนาคต และตอนนี้โครงการนี้ก็แล้วเสร็จไปกว่า 90% แล้ว คาดว่าถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดล่าช้า ก็น่าจะส่งยานอวกาศพาณิชย์ลำแรกขึ้นสู่อวกาศได้ในปี 2013

         สำหรับท่าอวกาศยานแห่งแรกของโลกนี้ มีพื้นที่ 1,800 เอเคอร์ มีรันเวย์ยาว 3.2 กิโลเมตร โดยขณะนี้ WhiteKnightTwo ยานแม่ของเวอร์จิน กาแลคติค กำลังอยู่ระหว่างการทดลองนำส่งยาน SpaceShipTwo ขึ้นไปสู่อวกาศ 

         ทั้งนี้ ทางเวอร์จิ้น แกแล็กติค ได้วางแผนว่าในระยะแรกที่เปิดบริการจะให้บริการด้านการท่องเที่ยวทางอวกาศ พร้อมส่งดาวเทียมเชิงพาณิชย์ขึ้นไปนอกโลก และหลังจากนั้นอาจบรรทุกสินค้าไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ และอาจไปถึงดวงจันทร์ได้ในอนาคต
สถานีอวกาศ


สถานีอวกาศ


สถานีอวกาศ





เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก virgingalactic.com

         
อ้างอิงhttp://board.postjung.com

ปี 2013 ระบบสุริยะวิปริต อวสานโลก

ตามปฏิทินของชนเผ่ามายาที่ทำไว้เมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ออกคำทำนายไว้ว่า ปี พ.ศ.2555 หรือ ค.ศ.2012 จะเป็นวันอวสานโลก ถึงขนาดทำเป็นหนังฉายให้คนทั้งโลกได้ดูสุดยอดมหาภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น เมื่อถึงปี 2012 ผลจากความแปรปรวนของสุริยะจักรวาลและความผิดปกติของแสงอาทิตย์ 

          ด้านนักวิทยาศาสตร์ก็มีการศึกษาค้นคว้าเรื่องจักรวาลและอวกาศ ได้ค้นพบความวิปริตของระบบสุริยะจักรวาลที่ส่งผลต่อทั้งโลก ทั้งพายุฝน น้ำท่วม น้ำแล้ง แผ่นดินไหว สึนามิ มีผู้สังเวยชีวิตมหาศาล แล้วตอนนี้ที่หิมะและอากาศเย็นยะเยือกกระหน่ำยุโรป ก็คาดเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

          ปี 2012 จะเป็นวันอวสานโลกจริงตามคำทำนายที่ชนเผ่ามายาระบุไว้หรือไม่....ไม่มีใครรู้ 

          แต่ ดร.ก้องภพ อยู่เย็น ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการออกแบบเครื่องตรวจจับคลื่น ไมโครเวฟอินฟาเรด องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือองค์การนาซา เจ้าของรางวัลวิศวกรดีเด่นจากนาซา ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในระบบตรวจจับพลังงานคลื่นไมโครเวฟจากนอกโลก เป็นนักวิทยาศาสตร์ไทยอีกคนที่ออกมาเตือนให้ทุกคนทราบถึงความปั่นป่วนของ ระบบสุริยะจักรวาลที่จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อโลกโดยตรง และที่งานสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง "เจาะลึกภัยพิบัติ...พลิกวิกฤติให้เป็นทางรอด" 

          เขาบอกว่า จากการศึกษาไม่ใช่ ปี 2012 แต่เป็นปี 2013 ที่โลกจะเผชิญหายนะสูงสุดแม้จะไม่ตรงกับวันสิ้นโลกในปฏิทินของชาวมายา แต่ก็ได้ความว่า อีก 3 ปี พวกเราไม่รอดแน่ เป็นข้อมูลที่น่าตกใจ

          ดร.ก้องภพ ให้ดูภาพเกี่ยวกับโลก ทางช้างเผือก ระบบสุริยะ และกาแล็กซี่ของโลก พร้อมระบุสิ่งที่จะพูดต่อจากนี้เป็นความเห็นส่วนตัวจากการศึกษาและรวบรวม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่เกี่ยวข้องกับองค์การนาซาที่กำลังทำงานอยู่ และเขาบอกว่า ปี 2556 หรือ ค.ศ.2013 เป็นปีที่จะเกิดโนวาการระเบิดที่มีพลังงานมากที่สุด มันจะปลดปล่อยพลังงาน มหาศาล เพราะมีแนวโน้มว่าปฏิกิริยาพระอาทิตย์จะขึ้นสูงสุดในต้นปี 2013 นี้ และเกิดการพลิกกลับขั้วของแกนแม่เหล็กโลก ทำให้เกิดทั้งความร้อนสูงและการหดตัวของระบบสุริยะ 

          ช่วงนั้นดวงอาทิตย์โคจร ตัดผ่านทางช้างเผือกในทุก ๆ 33-35 ล้านปีพอดี ซึ่งทางช้างเผือกมีมวลของดาว 2,000-4,000 ล้านดวง หากเกิดการบีบหดตัว ดวง ดาวและอุกกาบาตบางส่วนจะกระเด็นเข้ามาในระบบสุริยะ ซึ่งเมื่อ 35 ล้านปีที่ แล้วเป็นช่วงที่มีอุกกาบาตเข้ามาเยอะ แต่ความเสี่ยงจะมากกว่า 10 เท่า ในปี 2013

          "ตลอดระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียทำงานองค์การอวกาศรัสเซียเทียบเท่านาซา สำรวจระบบสุริยะ พบมีการเปลี่ยนแปลงขอบด้านนอกสุดของระบบสุริยะ โดยวัดปริมาณความสว่างสูง ขึ้น 1,000% มีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น เชื่อว่ามีพลังงานบางอย่างเข้ามาในระบบสุริยะ นาซาเองก็พบการเปลี่ยนแปลง เช่นกัน ภาพถ่ายจากดาวเทียม Imax ที่โคจรรอบโลก ปรากฏพลังงานที่เล็ดลอดเข้ามาในะบบสุริยะ เดินทางด้วยความเร็วสูง แนวที่มี พลังงานรั่วใกล้กับทางช้างเผือก แล้วยังค้นพบว่า เมื่อวัดแกนพลังงานนี้มี การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในระยะ 6 เดือน ไม่ใช่ลักษณะค่อยเป็นค่อยไป นี่เป็นสิ่งที่นอกเหนือการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์"

          ดร.ก้องภพ ให้ข้อมูลอีกว่า นอกจากรายงานของนาซายืนยัน การบินอวกาศยุโรปยังมีภาพแบบร่างพลังงานสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่และความร้อนสูงมากเคลื่อนตัวเข้าหาดวงอาทิตย์ แล้วยังมีข่าวอย่างเป็นทางการระบุการบีบอัดของชั้นขอบนอกระบบสุริยะ จะทำให้พลังงานรังสีคอสมิกเข้ามาในระบบสุริยะมากเป็นพิเศษ ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศบนโลก 

          นอกจากนี้ มีหลักฐานแสดงให้เห็นดวงอาทิตย์มีปฏิกริยาสูงสุดในรอบ 8,000 ปี และการที่นาซาส่งดาวเทียมโคจรที่ขอบด้านนอกเพื่อวัดความดันลมสุริยะช่วงปี 2547-2551 พบว่า ความเร็วลมสุริยะลดลงมาก ผลจากพลังงานบางอย่างเข้ามาบีบอัดลมสุริยะให้ลดลง สอดรับกับข่าวล่าสุดยืน ยันมีการเปลี่ยนแปลงด้านนอกสุดของระบบสุริยะ ส่งผลให้ความเร็วลมสุริยะลดลง 20 กิโลเมตรต่อวินาที ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2550 เป็นต้นมา และในตอนนี้ดาวเทียมวัดความเร็วลมสุริยะพบว่าลดลงถึง 0 แล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ถึง 4 ปี

          "ดวงอาทิตย์มีวัฏจักร ทุก ๆ 11 ปี จะมีการพลิกกลับขั้วของสนามแม่เหล็กและเป็นช่วงที่เกราะป้องกันดวงอาทิตย์ ต่ำสุด คาดการณ์ว่าจะเกิดปี 2013 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติรุนแรง จากการสำรวจของดาวเทียม ช่วงที่ดวงอาทิตย์มีปฏิกิริยาสูงสุด ทั้งฝุ่นละอองและอุกกาบาตเข้ามามากเป็นพิเศษ มีผลกระทบต่อดาวเคราะห์ทุกดวง" วิศวกรอาวุโสไทยองค์การนาซา กล่าว

          เขายังให้ภาพความปั่นป่วนและเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับดาวเคราะห์ในระบบสุริยะถ้วนหน้า ตั้งแต่ดาวพลูโต ที่พบความกดอากาศเพิ่มขึ้น 300 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุด ภาพดาวเนปจูนแสดงให้เห็นความสว่างจ้าของชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์ ดาวยูเรนัสก็เช่นเดียวกัน ความสว่างเพิ่มขึ้น กลุ่มเมฆมาก และมีการพลิกกับขั้วของสนามแม่เหล็ก ดาวเสาร์มีการเปลี่ยนแปลงในแนวเส้นศูนย์สูตรและเกิดปรากฏการณ์ออโรรา คือ มีแสงบนท้องฟ้าตอนกลางคืน แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กอย่างมาก ดาวพฤหัสก็สว่างขึ้นถึง 200 เปอร์เซ็นต์ และร้อนจัดขึ้น 

          ส่วนดาวอังคารเกิดสภาวะโลกร้อน น้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำ มีพายุ มีการก่อตัวของเมฆในชั้นบรรยากาศดาวอังคาร ดาววีนัสสว่างขึ้น 2,500 เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา 30 ปี แม้แต่ดาวพุธก็ค้นพบสนามแม่เหล็กสูงมาก และเกิดน้ำแข็ง มีฝุ่นละอองที่พัดออกมา ส่วนหนึ่งมาจากความดันลมสุริยะลดลง

          สำหรับดาวเคราะห์โลกที่มนุษย์อาศัยก็เปลี่ยนแปลงมาก วิศวกรอาวุโสไทยจากองค์การนาซา เปิดเผยว่า จากการวัดปริมาณรังสีคอสมิกมีสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ปริมาณจะลดลง แต่ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น

          "รังสีคอสมิกถ้ารับปริมาณมาก สิ่งมีชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ รวมถึงเกิดการกลายพันธุ์ เป็นโรคมะเร็ง แต่ไม่ต้องกังวลมาก การเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ปริมาณฝุ่นละอองที่เข้ามาในโลกมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะสูงขึ้นอีก 13 เท่าตัว ในปี 2556 ปริมาณอุกกาบาตที่วัดได้มีสูงมากในปี 2541 อาจเพราะมีเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุหรือมีอุกกาบาตเข้ามาเยอะขึ้น ฝนดาวตกก็เพิ่มขึ้น ยืนยันปรากฏการณ์นี้แสดงว่ามีวิกฤติเข้ามาในโลกมากขึ้น"

          ดร.ก้องภพ กล่าวต่อว่า อีกความผิดปกติที่เกิดขึ้นคือ การเปลี่ยนแปลงความดันอากาศรอบนอก ธรรมดาเกิดขึ้นทุก 11 ปี แต่เมื่อวัดครั้งสุดท้ายผิดไปจากเดิม 28 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ชั้นบรรยากาศลดต่ำลง ส่งผลให้โลกของเราไวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนอกโลก เช่นเดียวกับภาพจากดาวเทียมวัดสนามแม่เหล็กรอบนอกแสดงให้เห็นรูรั่ว ที่มี อนุภาคและพลังงานหลุดลอดเข้ามาส่งผลต่อสภาพอากาศโลก ขั้วโลกเหนือน้ำแข็งละลาย ขั้วโลกใต้หิมะน้ำแข็งเพิ่มขึ้น 

          เวลานี้มีรายงานวิจัยมากขึ้น ชี้สนามแม่เหล็กโลกส่งผลกระทบต่อรังสีคอสมิกที่เข้ามาในชั้นบรรยากาศ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพเมฆและก่อตัวของเมฆ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงความถี่ในการ เกิดแผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อโลกมากเป็นประวัติการณ์ ปี 2553 ทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ความร้อนที่เกิดขึ้นบนโลก ทั้งอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น ความสว่างของดวงอาทิตย์ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ในทางเดียวกัน ทั้งยังมีข้อมูลสถิติปี 2552-2553 ระบุความสูญเสียจากภัยพิบัติเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า

          ปี 2556 ที่ ดร.ก้องภพ คาดการณ์ว่าดวงอาทิตย์จะมีปฏิกิริยาสูงสุด จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อดาวเทียม อุกกาบาตหรือหินนอกโลกอาจทำให้ดาวเทียมเสียหาย มนุษย์มีความเสี่ยงจากการเดินทางด้วยเครื่องบิน เพราะว่าจะได้รับรังสีแกมมา และคอสมิกปริมาณมาก รวมถึงเครื่องบินตก มีข้อมูลว่า 2-3 ปีมานี้ ปริมาณการส่งดาวเทียมไปนอกโลกจากทั่วโลกลดลง ก็ขึ้นกับการตี ความ ปี 2553 เป็นเพียงเริ่มต้นปฏิกิริยาสูงสุดของดวงอาทิตย์ อีก 3 ปีข้างหน้าจะรุนแรงขึ้น 

          ย้อนไปเมื่อวันที่ 2 กันยายน ปี 2402 มีผู้บันทึกไว้ว่าเกิดปฏิกิริยาพระอาทิตย์ครั้งใหญ่ ปีนั้นแสงอาทิตย์สว่างจ้า ระบบโทรเลขทำงานโดยอัตโนมัติ คนใช้โทรเลขถูกไฟฟ้าช็อตจากพลังงานที่เข้ามา ปัจจุบันผลกระทบจะสูงกว่าครั้งนั้น อาจเกิดไฟฟ้าดับทั่วโลกหรืออุปกรณ์อิเล็กโทรนิกใช้การไม่ได้ ระบบหม้อแปลงไป จนถึงสายส่งเสียหาย สภาพอากาศแปรปรวน พายุถล่ม น้ำท่วม รวมถึงแผ่นดินไหว ต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และหาวิธีอยู่รอด

          "พื้นที่เสี่ยงกับปฏิกิริยานี้ คือ ขั้วโลก สหรัฐ แคนาดา ประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตรเสี่ยงน้อยกว่าแต่ไม่ใช่ไม่เกิดขึ้น ไม่อยากให้ ประมาท พม่าย้ายเมืองหลวงไม่มีเหตุผล เนเธอร์แลนด์สร้างบ้านลอยน้ำ เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐ สร้างเมืองตัวอย่างลอยน้ำ คาดว่าแล้วเสร็จปี 2013 หรือปี 2555 ทางการนอร์เวย์ย้ายศูนย์บัญชาการทหารลงใต้ดินเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา รัสเซียสร้างที่หลบภัยใต้ดิน 5,000 จุด เสร็จในปี 2012 นี่คือสิ่งที่แต่ละประเทศเตรียมการไว้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด" ดร.ก้องภพ กล่าวโดยไม่สรุปใด ๆ เพราะต้องการทำหน้าที่ให้ความรู้จากข้อมูล วิทยาศาสตร์ที่ได้ศึกษาเพื่อสร้างความตระหนักในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ส่วนจะเชื่อหรือไม่ขึ้นกับวิจารณญานของแต่ละบุคคล

          อย่างไรก็ตาม ดร.ก้องภพ ฝากทิ้งท้ายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการรับมือภัยพิบัติที่จะมีขนาดความรุนแรงแตกต่างกัน นโยบายของภาครัฐควรเน้นการป้องกันเพื่อลดการสูญเสีย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อประชาชนเดือดร้อนมาก อยากให้แก้ที่ต้นเหตุ และใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพตรวจจับสิ่งผิดปกติ มีกระบวนการแจ้งเตือนล่วงหน้า รวมถึงสร้างสถานที่หลบภัย ซ้อมอพยพบนเส้นทางหนีภัย อีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญ เป็นการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจกับประชาชนทั่วไปกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน 

          ส่วนคนทั่วไปต้องเรียนรู้พึ่งพาตัวเอง นอกจากหวังพึ่งรัฐที่อาจช่วยเหลือได้ไม่ทันท่วงที เช่น สร้างคลังอาหารสำรองในพื้นที่ ปลูกพืชผักสวนครัว รวมถึงสำรองอาหารและอุปกรณ์ยังชีพที่จะใช้เอาตัวรอดในเหตุฉุกเฉิน 3-5 วัน ระยะยาวเห็นว่าทำตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์ที่สุด




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2013. KIP Thai - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger