mas template
mas template
เนื้อหา ล่าสุด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวไอที แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวไอที แสดงบทความทั้งหมด

7 มุมมืดของ iOS 7 (พร้อมวิธีรับมือ)



เสียงวิจารณ์และความจริงที่ปรากฏกลับสะท้อนว่าระบบปฏิบัติการไอโอเอสเวอร์ชันล่าสุด iOS 7 ยังมีข้อบกพร่องมากมาย
แม้ iOS 7 จะทำให้ชาวแอปเปิลตื่นเต้นกับหน้าตาโปรแกรมสีสวยดูทันสมัย แต่เสียงวิจารณ์และความจริงที่ปรากฏกลับสะท้อนว่าระบบปฏิบัติการไอโอเอสเวอร์ชันล่าสุดที่แอปเปิลเปิดตัวมาเพื่อใช้กับอุปกรณ์พกพาตระกูลไอ ทั้งไอโฟน ไอแพด และไอพ็อดนั้นยังมีข้อบกพร่องมากมาย ซึ่งถือเป็นมุมมืดที่แอปเปิลต้องตามล้างตามเช็ดโดยเร็ว
     
       ข้อบกพร่องเหล่านี้ทำให้เราสามารถสรุปเป็น 7 มุมมืดของ iOS 7 ซึ่งบางปัญหาถูกแก้ไขไปแล้วแต่บางปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งปัญหาการรับส่งข้อความผ่านบริการ iMessage ที่ไม่สามารถทำงานได้บนบางอุปกรณ์ระบบ iOS 7, ปัญหาการออกแบบฟังก์ชันการตั้งค่าในเมนู Setting ที่ดูแล้วชวนงงเหลือเกิน, ปัญหาความปลอดภัยของระบบอ่านลายนิ้วมือในไอโฟนรุ่นใหม่ iPhone 5S ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ iOS 7 รวมถึงปัญหาอาการวิงเวียนเหมือนเมารถของผู้ใช้ iOS 7 ที่แพทย์ออกมายืนยันว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้จริง
     
       นอกจากนี้ยังมีปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็วผิดปกติ, ปัญหาเรื่องการปิดตัวเองอัตโนมัติของแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่ ซึ่งส่งผลให้การใช้งานต้องสะดุดลงอย่างไร้เหตุผล รวมถึงปัญหาช่องโหว่ที่ทำให้ไอโฟน ไอแพด หรือไอพ็อดสามารถทำงานแม้ไม่มีการกรอกรหัสผ่าน ที่แอปเปิลแก้ไขปัญหานี้แล้วด้วยการออกเวอร์ชันใหม่ iOS 7.0.2 ในช่วง 1 สัปดาห์หลังการเปิดให้ดาวน์โหลด iOS 7
     
       ในช่วงเวลาระหว่างรอให้แอปเปิลแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สิ่งที่ผู้ใช้ iOS 7 ควรทำคือการเรียนรู้และเข้าใจวิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยตัวเอง พร้อมกับทำใจยอมรับสัจธรรมว่า ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบได้ทั้งหมด
     
       1 iMessage บกพร่อง
     
       แอปเปิลออกมาประกาศแล้วว่ารับทราบปัญหาข้อบกพร่องของแอปพลิเคชันรับส่งข้อความ iMessage ซึ่งทำให้ผู้ใช้ iOS 7 บางรายไม่สามารถรับส่งข้อความได้ และกำลังดำเนินการแก้ไขในขณะนี้
     
       ปัญหานี้ถูกพูดถึงในสังคมออนไลน์วงกว้าง เนื่องจากผู้ใช้ iOS 7 หลายคนร้องเรียนว่าพบสัญลักษณ์สีแดงซึ่งแปลว่าการส่งข้อความที่เพิ่งดำเนินการไปนั้นล้มเหลว ทั้งที่ระหว่างส่งนั้นไม่พบปัญหาใดๆจนทำให้ดูเหมือนว่าการส่งนั้นทำงานได้ดีตามปกติ ทั้งหมดนี้แอปเปิลออกแถลงการณ์ผ่านอีเมลว่าได้รับทราบปัญหานี้แล้ว โดยปัญหานี้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ iMessage เพียง 1% และจะถูกแก้ไขใน iOS 7 เวอร์ชันถัดไปที่แอปเปิลจะเปิดให้ดาวน์โหลดต่อจาก iOS 7.0.2
     
       แอปเปิลแนะนำให้ผู้ใช้ที่พบปัญหานี้แก้ปัญหาเบื้องต้นตามเอกสารช่วยเหลือ หรือติดต่อศูนย์บริการ AppleCare เพื่อแก้ไขปัญหาเบื้องต้น พร้อมกับขออภัยสำหรับความไม่สะดวกที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับผลกระทบ
     
       วิธีการรับมือกับปัญหานี้คือการปิดและเปิดเครื่องใหม่ ซึ่งผู้ใช้หลายคนพบว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้ชั่วคราว ถือเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ทำได้ง่ายในช่วงที่แอปเปิลยังไม่ได้ออก iOS 7 เวอร์ชันใหม่ที่แก้ปัญหานี้แล้ว
     
       2 ภาพเคลื่อนไหวทำป่วย
     
       แพทย์อเมริกันออกมายืนยันแล้วว่าภาพแอนิเมชันหรือภาพเคลื่อนไหว"ซูมเข้า ซูมออก"ใน iOS 7 นั้นสามารถทำให้ผู้ใช้มีอาการมึนศีรษะได้ไม่ต่างจากอาการเมารถ เนื่องจากผู้ใช้สามารถเมาภาพเคลื่อนไหวเหล่านี้เหมือนที่มึนศีรษะกับหน้าจอยักษ์ในโรงภาพยนตร์ไอแม็กซ์ (IMAX) ซึ่งเป็นอาการที่เกิดในผู้ใช้บางคนเท่านั้น
     
       ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะสมองเกิดความสับสนเมื่อตาพยายามจับโฟกัสภาพที่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลจากอวัยวะคุมการทรงตัวของร่างกาย (balancing organ) ที่อยู่ในหูชั้นใน เช่นผู้ที่นั่งในรถซึ่งกำลังวิ่งหรืออยู่บนเรือที่กำลังโคลงเคลงแล้วพยายามอ่านหนังสือ ก็จะเกิดอาการเมาขึ้นได้
     
       เพื่อสร้างความแน่ใจว่าปัญหานี้จะไม่เกิดกับชาว iOS 7 ควรจะเลือกปิดภาพเคลื่อนไหวเหล่านี้โดยเลือกที่ Settings > General > Accessibility แล้วมองหาตัวเลือกชื่อ “Reduce Motion” จากนั้นแตะภาพสวิตช์ด้านข้างเพื่อเปิดการทำงานของระบบลดภาพเคลื่อนไหว เมื่อเปิดแล้วสวิตช์จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว
     
       Reduce Motion เป็นฟีเจอร์ที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้ใช้บางคนมีอาการมึนศีรษะและวิงเวียนเมื่อใช้งาน iOS 7 เนื่องจากภาพเคลื่อนไหวที่แอปเปิลจัดเต็มในระบบปฏิบัติการใหม่เพื่อให้ภาพสัญลักษณ์แอปพลิเคชันสามารถเคลื่อนที่ไปมาบนพื้นหลังได้ จุดนี้ผู้ใช้ที่อ่อนไหวต่อภาพเคลื่อนไหวมีโอกาสสูงที่จะเกิดอาการวิงเวียนศีรษะในที่สุด
     
       3 สูบแบตขั้นเทพ
     
       คุณสมบัติมากมายของ iOS 7 นั้นมีประโยชน์ แต่ต้องยอมรับว่าการตั้งค่าหลายอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นมีผล"สูบแบต"จนทำให้ผู้ใช้ไอโฟน ไอพ็อด และไอแพดที่อัปเกรดระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด iOS 7 ต้องระอาใจกับแบตเตอรี่ที่หมดลงอย่างรวดเร็ว
     
       หนึ่งในคุณสมบัติที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ iOS 7 สูบแบตเตอรี่คือ Background app refreshing ซึ่งเป็นความสามารถในการทำให้แอปพลิเคชันเปลี่ยนแปลงหรือรีเฟรชอยู่ตลอดเวลาแบบมัลติทาสก์ จุดเด่นของคุณสมบัตินี้คือเมื่อฝนตกฟ้าดำครึ้ม แอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศใน iOS 7 จะมีพื้นหลังหรือ background เป็นสีครึ้มที่แสดงว่าฝนกำลังตั้งเค้า แม้ว่าจะมีการเปิดใช้งานแอปพลิเคชันอื่นอยู่
     
       การอัปเดทตลอดเวลานี้มีส่วนทำให้ iOS 7 สูบแบตเตอรี่มากโดยไร้ความจำเป็น เนื่องจาก iOS 7 ตั้งค่าเริ่มต้นหรือ default มาให้ทุกแอปพลิเคชันสามารถอัปเดทตัวเองตลอดเวลาที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สามารถเลือกที่เมนู Settings > General > Background App Refresh เพื่อปิดการตั้งค่านี้กับทุกแอปพลิเคชันหรือบางแอปพลิเคชัน ซึ่งไม่เพียงช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ต่อวัน แต่ยังทำให้เครื่องสามารถทำงานเร็วขึ้นด้วย
     
       4 แอปเด้งออก
     
       ผู้ใช้ iOS 7 หลายคนพบเหตุการณ์ "แอปพลิเคชันปิดตัวเองอัตโนมัติ" หลังจากอัปเดทระบบปฏิบัติการไอโอเอสแล้ว โดยในขณะที่ใช้งานแอปพลิเคชันทั่วไป แอปจะค้างและปิดตัวเองแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จุดนี้ผู้ใช้ระบุว่าหนึ่งในแอปพลิเคชันที่พบปัญหา"เด้งออก"บ่อยที่สุดคือสแนปแชต (Snapchat) และเมลบ็อกซ์ (Mailbox)
     
       ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะบางแอปพลิเคชันยังไม่ถูกปรับปรุงให้รองรับ iOS 7 อย่างเต็มที่ ทำให้เครื่องที่ถูกอัปเดทเป็น iOS 7 แล้วเปิดคุณสมบัติ Background App Refresh จะทำให้แอปพลิเคชันทำงานผิดพลาด จุดนี้ผู้ใช้จะต้องปิดคุณสมบัติ Background App Refresh ตามวิธีเดียวกับปัญหาข้อ 3 คือการเลือกที่เมนู Settings > General > Background App Refresh และตรวจให้แน่ใจว่าแอปพลิเคชันที่พบปัญหานั้นถูกคลิกปิดคุณสมบัตินี้แล้ว
     
       5 ล็อกไปก็ไร้ประโยชน์
     
       แอปเปิลแถลงว่ากำลังเร่งมือแก้ไขปัญหาความปลอดภัยบนระบบล็อกหน้าจอ เช่น ปัญหาโอกาสถูกลักลอบเปิดชมภาพถ่ายจากหน้าจอที่กำลังล็อกอยู่ หรือปัญหาโอกาสเครื่องสามารถโทร.ออกเบอร์ใดก็ได้ (ไม่ใช่เบอร์ฉุกเฉิน) ในหน้าโทร.ฉุกเฉินหรือ emergency call จากหน้าจอที่ถูกล็อก ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ทำให้การล็อกหน้าจอด้วยรหัสผ่านไม่มีประโยชน์ใดๆ เพราะผู้อื่นสามารถลักลอบใช้งานโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน
     
       หลังจากเปิดอัปเดตระบบปฏิบัติการ iOS 7 เพียงสัปดาห์เดียว แอปเปิลจึงประกาศเปิดอัปเดตระบบปฏิบัติการใหม่ในชื่อ iOS 7.0.2 ให้ผู้ใช้ iOS ทุกคนได้ดาวน์โหลด ซึ่งนอกจากการแก้ปัญหาความปลอดภัยนี้ แอปเปิลยังเพิ่มความสามารถใหม่ให้ผู้ใช้สามารถป้อนภาษากรีก (Greek keyboard) เป็นรหัสผ่านได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติใหม่ที่ยังไม่เคยมีใน iOS เวอร์ชันใด
     
       ผู้ใช้ไอโอเอสสามารถอัปเดต iOS 7.0.2 ด้วยการคลิกที่ Settings เลือก General และ Software Update โดยไฟล์อัปเดตมีขนาด 17.4 MB เท่านั้น
     
       6 ตั้งค่า iOS 7 สุดงง
     
       iOS 7 ถูกสื่อมวลชนอเมริกันตั้งคำถามอย่างเจ็บแสบว่า จงใจออกแบบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวหรือ privacy setting ให้ผู้ใช้เข้าใจผิด หรือเป็นการออกแบบที่ผิดพลาดจนทำให้ตัวเลือกการตั้งค่าดูน่าสับสนไปหมด
     
       สาเหตุที่ทำให้ iOS 7 ถูกวิจารณ์เช่นนี้คือคุณสมบัติที่ซ่อนอยู่ในส่วน Frequent Locations บริการอิงสถานที่ซึ่งจะนำข้อมูลพิกัดจุดที่ผู้ใช้ยืนอยู่ในขณะนั้นมาประมวลผลเพื่อนำเสนอข้อมูลที่อยู่บริเวณใกล้เคียงหรือสอดคล้องกัน คุณสมบัตินี้ไม่เพียงมีส่วนทำให้เกิดปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็ว แต่ยังมีความเสี่ยงที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับอันตรายจากเหตุไม่คาดฝันเพราะการเปิดเผยตำแหน่งที่อยู่ที่ชัดเจนเกินไป
     
       ปัญหาคือยังมีการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่มีความสำคัญแม้ผู้ใช้จะปิดคุณสมบัตินี้แล้ว ซึ่งเชื่อว่ามีผู้ใช้ส่วนน้อยที่รู้ทันว่าต้องตั้งค่าเพิ่มเติมเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของตัวเอง การปิดคุณสมบัตินี้เริ่มที่ Settings > Privacy > Location Services จากนั้นต้องเลื่อนหน้าจอลงแล้วเลือก System Services ก่อนจะเลือก Frequent Locations ให้เป็นปิด
     
       ตัวเลือกในหน้านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ใช้งานบริการแอปพลิเคชันแนะนำสิ่งน่าสนใจบริเวณที่ยืนอยู่ได้ดีก็จริง แต่ก็มีหลายแอปพลิเคชันที่อาจไม่มีความจำเป็นโดยตรงอย่างระบบโฆษณาของแอปเปิล "ไอแอดส์ (iAds)" ซึ่งเมื่อผู้ใช้ส่วนใหญ่เลือกปิดทั้งหมด และเลื่อนลงมาที่บรรทัดล่างสุด Frequent Locations ก่อนจะกดปิดคุณสมบัตินี้แล้ว แต่ยังมีคุณสมบัติอื่นที่ซ่อนอยู่หลังจากนี้อีก นั่นคือ Status Bar Icon
     
       ข้อมูลระบุว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่แอปเปิลตั้งค่าเริ่มต้นให้ Status Bar Icon ถูกปิดไว้ เนื่องจากคุณสมบัตินี้จะทำให้ผู้ใช้เห็นการแจ้งเตือนว่าแอปพลิเคชันใดกำลังเรียกใช้งานข้อมูลพิกัดที่ผู้ใช้ยืนอยู่ คุณสมบัติที่มีประโยชน์เช่นนี้กลับถูกปิดไว้โดยแอปเปิล ซึ่งผู้ใช้หลายคนถูกหลอกตาว่าการตั้งค่าให้ปิดนั้นเป็นเรื่องที่ดีแล้ว ดังนั้นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องความเป็นส่วนตัว ควรตรวจสอบการตั้งค่าในหน้า System Services ให้ละเอียดอีกครั้ง
     
       7 ทัชไอดีถูกลองของ
     
       ถ้าคำว่าลองของคือการท้าทาย แอปเปิลก็ต้องถูกเรียกว่ากำลังโดนผู้ใช้ลองของระบบทัชไอดี (Touch ID) ระบบอ่านลายนิ้วมือที่แอปเปิลมาติดไว้ให้ผู้ใช้สามารถปลดล็อกไอโฟนรุ่นใหม่ iPhone 5S ด้วยการแตะนิ้วมือลงบนปุ่มโฮม เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่แอปเปิลทำนั้นมีข้อผิดพลาด เนื่องจากผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้นิ้วมือแตะอย่างเดียว แต่สามารถใช้อวัยวะอื่นอย่างจมูก นิ้วหัวแม่เท้า หัวนม รวมถึงอวัยวะเพศชายหรือเจ้าโลกก็ได้
     
       การตรวจดูลายนิ้วมือในระบบยืนยันบุคคลนั้นมีหลากหลายวิธี แต่วิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการเปรียบเทียบจุดสังเกตขนาดเล็ก (minutiae) โดยจุดดังกล่าวคือจุดที่เส้นลายนิ้วมือ (ridge) มาบรรจบหรือแยกออกจากกัน หรืออาจเป็นจุดจบของเส้นลายนิ้วมือก็ได้ แต่แอปเปิลเคยยืนยันว่ารูปแบบสแกนลายนิ้วมือของทัชไอดีนั้นถูกปรับปรุงจากระบบสแกนลายนิ้วมือที่ใช้กันทั่วไปให้สามารถทำงานได้ดีและไวยิ่งขึ้น ซึ่งการเล่นพิเรนทร์ของผู้ใช้อาจเป็นผลจากการจงใจพัฒนาระบบทัชไอดีให้สามารถทำงานอย่างยืดหยุ่นทุกสถานการณ์
     
       จุดนี้แอปเปิลเคยระบุว่าได้นำทัชไอดีนำมาประยุกต์กับระบบอ่านลายนิ้วมือบนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่รองรับการปาดนิ้ว และที่ผ่านมา แอปเปิลพยายามปรับให้นิ้วที่มีการทาครีมโลชัน นิ้วที่ได้รับการผ่าตัด ซึ่งมีรายงานว่าแอปเปิลสามารถแก้ปัญหานี้ได้ระดับหนึ่ง การแก้ปัญหานี้อาจทำให้ระบบทัชไอดีของแอปเปิลสามารถรองรับการอ่านค่าลายผิวหนังบริเวณอื่นได้ดีกว่าระบบทั่วไป ทั้งจมูก หัวนม รวมถึงนิ้วหัวแม่เท้า หรือแม้แต่เจ้าโลกของคุณผู้ชาย
     
       หลายคนมองว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเรื่องของการบอกให้โลกรู้ว่ายักษ์ใหญ่อย่างแอปเปิลก็มีข้อบกพร่องที่ไม่ได้ศึกษาวิจัยให้ดีก่อนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใด ซึ่งวิธีรับมือกับเรื่องนี้ คือการถามตัวคุณเองว่าจะลองของแอปเปิลด้วยอวัยวะใดของคุณดี หากซื้อ iPhone 5S มาใช้งาน.
     
       >>>>>รู้หรือไม่>>>>>>
     
       ***กลุ่มผู้พิการทางสายตาในไทย ร้องแอปเปิลคืนเสียง “นาริสา” กลับมาใน iOS 7
     
       เว็บไซต์ macthai.com รายงานว่าผู้พิการทางสายตาในประเทศไทยกำลังพบกับปัญหาในการใช้งาน iOS 7 เนื่องจากแอปเปิลได้นำเสียงระบบ “นาริสา” ที่ผู้ใช้คุ้นเคยออกไปแล้วแทนที่ด้วยเสียงระบบ “Kanya for Thai users” ซึ่งเป็นเสียงที่ไม่มีคุณภาพและความชัดเจนเทียบเท่าระบบเสียงดั้งเดิม
     
       ที่ผ่านมา ไอโฟน ไอแพด และไอพ็อด จัดเป็นอุปกรณ์ไอทีที่มีผู้พิการนิยมใช้งานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยเหลือผู้พิการมากมายโดยเฉพาะกลุ่มผู้พิการทางสายตา วิธีการใช้งานหน้าจอเรียบแบนบนสมาร์ทโฟนของผู้พิการทางตาคือจะต้องแตะที่หน้าจอแล้วรอฟังเสียงที่พูดกลับมา (Voice Over) เพื่ออธิบายว่านี่คือปุ่มอะไร หน้าจออะไร รวมถึงการให้อ่านข่าว อ่านเว็บ อีเมล์ ข้อความอื่นๆ แบบอัตโนมัติ แต่ปัญหาคือผู้พิการทางสายตาในประเทศไทยกลุ่มหนึ่งไม่ได้รับความสะดวกจากการใช้งาน iOS 7 เนื่องจากการเปลี่ยนระบบเสียงอ่านใหม่ ซึ่งทำให้ผู้ใช้ไม่คุ้นเคย
     
       อาจารย์อิศวรา หนึ่งในผู้พิการทางสายตาและใช้สินค้าของแอปเปิลให้ความเห็นว่า หลายปีที่ผ่านมานี้ อาจารย์ชื่นชมแอปเปิลที่เห็นความสำคัญของผู้ใช้ในประเทศไทยโดยการเพิ่มเสียงพูดภาษาไทยมาด้วย เสียงของนาริสาช่วยอาจารย์ได้มากในการใช้ไอโฟนและไอแพด แต่เมื่อได้รู้ว่าแอปเปิลเลือกใช้เสียง Kanya ใน iOS 7 ทำให้อาจารย์ผิดหวังมาก เนื่องจากความชัดเจนและคุณภาพไม่สามารถเทียบกับนาริสาได้เลย
     
       "ฉันร้องขอให้แอปเปิลนำเสียงนาริสากลับมา”
     
       อาจารย์อิศวราหรือ @nupomme เป็นหนึ่งในผู้พิการทางสายตาในไทย ที่ใช้เทคโนโลยีครบถ้วนได้อย่างคนปกติ ไม่ว่าจะเป็น Twitter, Facebook หรือแม้แต่การเขียนบล็อก โดยกลุ่มผู้พิการทางสายตาในไทยได้ตั้งแคมเปญในเว็บ Change.org เพื่อเรียกร้องให้แอปเปิลนำเสียงนาริสากลับมาบน iOS อีกครั้ง ผู้สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอเรื่องนี้ต่อแอปเปิล ด้วยการร่วมลงชื่อ “เห็นด้วย” กับแคมเปญ “Apple Inc.,accessibility@apple.com: Make the Thai TTS of VoiceOver a Higher Quality“ ที่นี่
     
       ***สื่อชม iOS 7 ปรับใหม่รองรับธุรกิจยิ่งขึ้น
     
       iOS 7 ได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่ปรับโฉมระบบรักษาความปลอดภัยครั้งใหญ่สำหรับการนำไอโฟนหรือไอแพดไปใช้ในการทำงานกับองค์กร ซึ่งครั้งนี้ iOS 7 ทำให้ฝ่ายไอทีขององค์กรสามารถจัดการอุปกรณ์ iOS ของพนักงานไม่ให้เกิดวิกฤติข้อมูลรั่วไหลได้แบบเต็มที่ เรียกว่าปูทางสะดวกให้องค์กรทั่วโลกซื้อไอโฟนหรือไอแพดให้พนักงานใช้ขณะเดินทาง
     
       ตัวอย่างเช่นหากบริษัท ก. แจกไอแพดให้พนักงานขายนำไปใช้เปิดระบบงานของบริษัทเมื่อต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ฝ่ายไอทีของบริษัทนั้นสามารถใช้โปรแกรมพิเศษบล็อกไม่ให้พนักงานเปลี่ยนแปลงหรือลบชื่อบัญชีด้วยไอแพดนั้นได้ เนื่องจากมีโอกาสที่ไอแพดเครื่องนั้นจะถูกขโมยและปั่นป่วนระบบ นอกจากนี้ ฝ่ายไอทีสามารถควบคุมการตั้งค่าอุปกรณ์ของเครื่อง เช่น การเปลี่ยนพื้นหลัง wallpaper, การปิดคุณสมบัติแชร์อินเทอร์เน็ต personal hotspot, การเรียกดูประวัติการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าย้อนหลัง รวมถึงสามารถปิดระบบ ad tracking หรือระบบติดตามพฤติกรรมผู้ใช้ของโฆษณาต่างๆ
     
       การจัดการเหล่านี้เรียกว่า Mobile Device Management หรือ MDM ซึ่งแม้จะเป็นกระบวนการที่ถูกคิดค้นโดยแบล็กเบอรี่ แต่ต้องยอมรับว่าธุรกิจ MDM นั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยแอปเปิล เนื่องจากแอปเปิลเป็นผู้ปฏิวัติชุดคำสั่ง Blackberry API แล้วลงมือเปิดกว้างให้ชุดคำสั่งนั้นสามารถทำงานร่วมกับระบบโซลูชันส์จัดการงานไอทีของบริษัทอื่นๆได้อย่างเสรี ผลลัพท์ที่ตามมาคือบริษัทรายอื่นหรือ third party สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจระบบจัดการอุปกรณ์พกพาในองค์กร ซึ่งต้องใช้ระบบจัดการ MDM เหล่านี้เพื่อป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลเมื่อเกิดเหตุพนักงานทำอุปกรณ์หายหรือถูกโจรกรรม



ที่มา http://www.manager.co.th

ดิว อริสราปลื้มกระแสละครดีคนเรียกแตงกวา





สาว 'ดิว-อริสรา' ปลื้มกระแสละครดี คนเรียกแตงกวา ฟุ้งงานรุม ปัดตีซี้พัฒนาความสัมพันธ์กับหนุ่มเจ็ท งงกระแสจับคู้จิ้น หมาก-ฌอห์น ยันลุ้นไม่ขึ้น ยันไผ่ วันพอยท์ แค่พี่ชาย

งานนี้เรียกได้ว่ากระแสละคร ต้นรักริมรั้ว ดีเกินคาด ส่งผลให้สาว ดิว อริสรา ถูกพูดถึงกับบทของแตงกวา คุณหนูเอาแต่ใจ งานนี้เจอตัวสาวดิวที่มาร่วมงานเปิดตัว Sony Xperia Z1 โดยสาวดิวกล่าวว่า รู้สึกดีใจที่มีคนพูดถึงแตงกวา แม้แต่รุ่นคุณป้า เค้าก็ยังเรียกเราว่าแตงกวา ทำให้เรารู้สึกหายเหนื่อย เพราะไม่คิดว่าคนจะชื่นชอบขนาดนี้ ซึ่งตอนนี้ก็มีงานติดต่อเข้ามา แต่ก็ยังต้องดูทั้งเรื่องคิวและเวลาว่าลงตัวมั้ย

ส่วนกระแสข่าวที่ว่า แม่จิ๋ม มยุรฉัตร ปลื้มสาวดิว จนอยากให้มาเป็นคนสนิทของหนุ่มเจ็ทนั้น สาวดิวเผยว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น ยอมรับว่าบ้านนี้มีบุญคุณกับดิวมาก เค้าน่าจะเอ็นดูเราเหมือนลูกมากกว่า ส่วนพี่เจ็ท เป็นเพียงแค่พี่ชายเท่านั้น สำหรับกระแสข่าวคู่จิ้นกับหนุ่มหมากและหนุ่มฌอห์น ก็รู้สึกยินดีถ้าทุกคนอินกับตัวละคร แต่เรื่องพัฒนาความสัมพันธ์คิดว่าคงไม่มี เพราะต่างก็สนิทกันทั้งคู่

สำหรับหนุ่มไผ่ วันพอยท์ ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวจนทำให้หลายคนคิดว่าทั้งคู่กำลังคบกันอยู่ สาวดิวชี้แจงว่า เป็นเพียงแค่พี่ชาย และคงไม่มีการเลื่อนสถานะเป็นอื่น
























ที่มา  http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=484359

'ปันปัน' โต้คบ 'มาร์ช จุฑาวุฒิ' ยันสนิทแค่เพื่อน





'ปันปัน สุทัตตา' โต้คบ 'มาร์ช จุฑาวุฒิ' ยันสนิทแค่เพื่อน คุยกับทุกคนในแก๊ง ปัดอีกฝ่ายเกาะกระแสดัง รับเล่นฮอร์โมน 2 ขอโอกาสหวนวงการ

หลังจากหนุ่มมาร์ช จุฑาวุฒิ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเคยคบกับสาวปันปัน สุทัตตา แต่ล่าสุดในงานเปิดตัวพรีเซนเตอร์คนใหม่ของ Neolution Group สาวปันปันก็ปฏิเสธและชี้แจงว่า "คือจริงๆ เคยคุยกัน สนิทนานแล้วค่ะ เราก็คุยกับทุกคนในแก๊ง สนิทกับทุกคนในแก๊งเหมือนพี่น้อง เราก็สนิทกันเจอกันตอนเล่นฮอร์โมนนี่แหละค่ะ ปันเองก็คิดว่าเป็นเพื่อนกันทุกคนนั่นแหละค่ะ ปันปันไม่ได้คิดอะไร เจอกันก็เป็นเหมือนพี่น้องกัน"

เมื่อถามว่าตอนที่หนุ่มมาร์ช ให้สัมภาษณ์ออกสื่อมีการคุยกันเกี่ยวกันเรื่องนี้รึเปล่า สาวปันปันก็บอกว่า "ไม่ทราบมาก่อนเลยค่ะ เพื่งรู้เรื่องเหมือนกัน เรื่องสร้างกระแสก็ไม่ทราบค่ะ เอาจริงๆ เราก็ไม่อยากจะเป็นข่าวอะไรอีก ปันปัน ก็ขอย้ำอีกทีว่าเป็นแค่พี่น้องกันค่ะ ตอนที่รู้ข่าวก็งงมาก แต่ก็คิดว่าคงจะเป็นข่าวลือมากกว่า"

ส่วนซีรีส์ฮอร์โมนภาค 2 ที่มีข่าวว่าจะถ่ายทำในเดือนพฤศจิกายนนั้น สาวปันปันก็เปิดเผยว่า "บทเต้ยก็ยังเป็นเต้ยอยู่ค่ะ เรื่องงานในวงการปันปันก็ต้องขอโอกาสทุกๆ คนด้วยค่ะ"






















ที่มา  http://www.innnews.co.th

'กุ๊บกิ๊บ'ตกใจถ่ายภาพติดวิญญาณ เล็งทำบุญ





สาว 'กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์' ตกใจถ่ายภาพติดวิญญาณ คู่ 'ดิว-อริสรา' ที่มาเก๊า  เล็งทำบุญ หวั่นอาถรรพ์เบญจเพส ปัดหวนคุย 'มาริโอ้' ยันไม่ได้ติดต่อกันแล้ว

กำลังเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในโลกโซเชียลฯ หลังมีคนตาดีสังเกตเห็นรูปถ่ายคู่ของ กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ เหลืองอุทัย กับ สาวดิว อริสรา ที่ถ่ายติดขาวิญญาณ งานนี้เจอตัว สาวกุ๊บกิ๊บ ที่มาร่วมงาน BOURJOIS PARIS to BANGKOK ซึ่ง สาวกุ๊บกิ๊บ ยอมรับว่าตกใจ เพราะตอนแรกไม่ทันได้สังเกตดู จนเริ่มมีคนพูดมากขึ้น บางคนก็บอกให้ลบ เราโอเค ลบออกเลย ตอนนี้ก็มีคุยกับ สาวดิว เรื่องรูปอยู่เหมือนกัน ตั้งใจว่าจะไปทำบุญด้วย ถือเป็นการสะเดาะเคราะห์ไปในตัว และด้วยความที่ตอนนี้ ตัวกุ๊บกิ๊บ เอง ก็เพิ่งเข้าสู่วัยเบญจเพส ก็รู้สึกหวั่นใจนิดหน่อย เพราะช่วงที่ผ่านมา ก็เจอเรื่องไม่ดีเยอะ ยอมรับว่าต้องดูแลและระวังตัวเองให้มากขึ้นกว่าเดิม ส่วนเรื่องที่มีข่าวว่า สาวกุ๊บกิ๊บ ยังติดต่อกับ หนุ่มมาริโอ้ นั้น สาวกุ๊บกิ๊บ ยืนยันว่าไม่ได้มีการติดต่อหรือพูดคุยกันแต่อย่างใด


















ที่มา  http://www.innnews.co.th

ณเดชน์ควงญาญ่าโต้รับงานคู่ถี่หวั่นกระแสตก





หนุ่ม ''ณเดชน์'' ควง ''ญาญ่า'' โต้รับงานคู่ถี่ หวั่น กระแสตก ปัด แฟนคลับแอนตี้ แพทริเซีย  แย้มมีละครคู่

เห็นช่วงนี้ พระเอกหนุ่มณเดชน์ คูกิมิยะ ควง สาวญาญ่า อุรัสยา รับงานอีเว้นท์ถี่ซะเหลือเกิน หลายคน
เลยมองว่า เป็นเพราะกลัวกระแสคู่จิ้นจะตกรึเปล่า งานนี้ หนุ่มณเดชน์ ก็ปฏิเสธว่า

"จริง ๆ ก็ไม่ได้เดินแบบมานานมากแล้ว ไม่ได้เดินคู่กับญาญ่านานแล้วเหมือนกัน เรื่องกลัวกระแสตก ก็ไม่นะครับ เรื่อย ๆ อยู่แล้ว อยู่ที่ว่างตรงกันมากกว่า ค่าตัวก็เหมือนเดิม ไม่มีปรับขึ้นครับ ป้าตือ ก็เป็นคนจ้างครับ ไม่ได้กดดันอะไร ช่วงนี้ก็ถ่ายละครด้วยกันก็เลยเจอกัน พอมีละครคู่กัน เขาก็จะเอา ณเดชน์ ญาญ่า มางานดีกว่า มันเป็นการตลาดด้วยครับ เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็เป็นนะ พอเล่นละครคู่กัน ก็เป็นคู่จิ้นกันแล้ว เราก็มีละครคู่ โฆษณาด้วยกันบ้างครับ"

ทางด้าน นางเอกสาวแพทริเซีย กู๊ด ที่โดนแฟนคลับของสาวญาญ่า แอนตี้ หลังจากโดนประกบคู่เล่นละครกับหนุ่มณเดชน์ สาวญาญ่า ก็บอกว่า   "คือแฟนคลับหนู เขาก็ไม่ได้แอนตี้อะไรนะคะ คือน้องเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แฟนคลับเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะมาแอนตี้น้องเขานะคะ เท่าที่หนูเห็น หนูว่าไม่มีนะคะ"
















ที่มา  http://www.innnews.co.th

'โอ๋-รุ่งระวี'ไม่มายด์รับบท'แม่'ในยมบาลเจ้าขา





นักแสดงสาว"โอ๋-รุ่งระวี" ไม่มายด์บท "แม่" ขอรั้งตำแหน่ง "นักแสดงคุณภาพ"

ถือเป็นครั้งแรกกับบทบาท “แม่” ในละครสะท้อนความดี “ยมบาลเจ้าขา ตอน อบต.แกะขาว” ของค่ายนวประทานพร โดยผู้จัดฯ ป้ายแดง ตฤณ เศรษฐโชค ที่เซ็กซี่สตาร์อย่าง โอ๋-รุ่งระวี บริจินดากุล อาสามารับบทนักแสดงรับเชิญในบทบาทของ “รัญจวน” ภรรยาสาวของ อบต.ฉ้อโกง ที่ชอบทำตัวฟุ้งเฟ้อเอาแต่แต่งตัวเหมือนตู้ทองเคลื่อนที่ งานบ้านไม่สนใจ และเลี้ยงลูกชาย “บุญเชิด” แบบตามใจจนเสียคน งานนี้ สาวโอ๋ บอกว่า ไม่หนักใจ แม้ว่าจะเป็นการรับบทแม่ครั้งแรกก็ตาม

“ตอนแรกก็กังวลเหมือนกันค่ะ เกรงว่าคนดูจะติดภาพ แต่ด้วยเนื้อหาของละคร เป็นเนื้อหาที่ส่งเสริมให้คนเป็นคนดี โอ๋ก็คิดว่าคนดูคงจะไม่ติดภาพในการเป็นแม่ของโอ๋อะไรมาก เพราะด้วยคาแร็กเตอร์ของโอ๋ ก็ไม่ได้เล่นเป็นแม่ที่แก่มาก แต่เป็นแม่ที่ยังสาวอยู่ ก็เลยโอเค (หัวเราะ) คือ ด้วยตัวของรัญจวน เป็นคนที่ชอบแต่งตัว ไม่ทำงานบ้าน เอาแต่แบมือขอเงินสามี สุดท้ายก็บ้านแตก ไปแต่งงานใหม่ ซึ่งโอ๋มองว่า เป็นบทที่น่าสนใจที่จะสะท้อนถึงคนดีหรือไม่ดี ซึ่งละครเรื่องนี้ ก็แฝงเรื่องดีไว้อย่างเต็มเปี่ยม ที่สำคัญ โอ๋อยากเป็นนักแสดงที่เล่นบทอะไรก็ได้ อยากเป็นนักแสดงที่มีคุณภาพ คือ ไม่เกี่ยงบท ผู้จัดฯ ส่งบทอะไรมา เราก็เล่นให้เต็มที่สุดความสามารถของเราค่ะ”


















ที่มา  http://www.innnews.co.th

อุ้ม ลักขณา รับคุยหนุ่มนอกวงการ 2 เดือน





สาว"อุ้ม ลักขณา" รับคุยหนุ่มนอกวงการ 2 เดือน กั๊กแฟน ยังไม่พาเจอครอบครัว รับควง เอ็กซ์ ปิยะ ช็อปปิ้งสยาม ปัดฝ่ายชายจ่ายเงินให้ ยันไม่รีเทิร์น

มีคนตาดีเห็นสาว "อุ้ม ลักขณา" ควงแฟนเก่าอย่างหนุ่ม "เอ็กซ์ ปิยะ" เดินสยาม แถมยังควักเงินให้ช็อปปิ้งอีกต่างหาก งานนี้สาวอุ้มก็ชี้แจงว่า "กับพี่เอ็กซ์ไม่มีอะไรเลยค่ะ คนเคยคบกันแล้วยังเป็นพี่เป็นน้องกัน พอดีวันนั้นอุ้มจะไปซื้อกางเกงยีนส์แล้วเราเดินไม่ค่อยถูกว่าอยู่ซอยไหน เลยให้พี่เอ็กซ์นำทางไป แล้วร้านนี้ต้องจ่ายเงินสดถึงจะได้ลดราคา แต่อุ้มไม่มีเงินสดติดตัว เลยก็เลยขอยืมพี่เอ็กซ์ แล้วอุ้มก็คืน ไม่ได้ซื้อให้เลยค่ะ"

ส่วนเรื่องหัวใจสาวอุ้มก็รับว่า ตอนนี้คุยกับ "ไฮโซเอก" มาได้สักพักแล้ว "ก็คุยๆ กันอยู่ค่ะ เอกเขาเป็นเพื่อนกับผู้กำกับน้ำตาลแดงที่เราเคยเล่น แล้วเราไปภูเก็ตพอดี แล้วก็ไปเที่ยวที่ร้านของเขา เลยเจอกันที่ร้านค่ะ ตอนแรกก็แค่ทำความรู้จักกันไว้ คุยกันมา 2 เดือนแล้วค่ะ เขาเป็นนักธุรกิจด้วย แต่ก็ไม่ค่อยได้เจอ เพราะเขาก็อยู่ภูเก็ต แต่ก็มีเจอกันบ้างเวลาที่เขามาทำธุระที่กรุงเทพฯ สมัยนี้มันมีโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้ว มันก็ไม่ได้ไกลกันค่ะ ถามว่าพาไปเจอคุณพ่อคุณแม่รึยัง ก็ยังไม่ได้เจอค่ะ แต่คุณแม่ก็ทราบเพราะเราก็เล่าให้ฟัง"










ที่มา http://www.innnews.co.th

ลือผู้ถือหุ้นไมโครซอฟท์เล็งเด้ง “บิล เกตส์” ออกจากประธานบริษัท


"บิล เกตส์" อาจถูกเด้งออกจากไมโครซอฟท์



       สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าวในบริษัทไมโครซอฟท์ ว่าผู้ถือหุ้นไมโครซอฟท์กำลังพยายามเด้งผู้ก่อตั้งอย่างบิล เกตส์ (Bill Gates) ให้พ้นจากตำแหน่งประธานบริษัท ทำให้นักสังเกตการณ์เชื่อว่ายุคอวสานพีซีอาจเริ่มขึ้นโดยไร้เงาผู้มีอิทธิพลในยุคเก่าอย่างบิล เกตส์ และสตีฟ บอลเมอร์
      
       รายงานจากรอยเตอร์ระบุว่า 3 ผู้ถือหุ้นหลักซึ่งครองหุ้นจำนวนกว่า 5% ของไมโครซอฟท์กำลังร่วมกันล็อบบี้หรือหว่านล้อมให้บอร์ดบริหารไมโครซอฟท์ปลดบิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ออกจากตำแหน่งประธานบริษัท ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญในช่วงที่ซีอีโอสตีฟ บอลเมอร์ (Steve Ballmer) ซึ่งอยู่ใต้ชายคาไมโครซอฟท์มานานหลายสิบปีกำลังเตรียมลาตำแหน่งในปีหน้าเช่นกัน
      
       รายงานของรอยเตอร์ไม่ระบุชื่อผู้ถือหุ้นไมโครซอฟท์ โดยรายงานเพียงว่า ทั้งหมดมีความกังวลว่าเกตส์จะใช้อิทธิพลในฐานะประธานบริษัทอย่างไม่เหมาะสมในการเลือกซีอีโอไมโครซอฟท์คนใหม่ ซึ่งปัจจุบันเกตส์ถือหุ้นไมโครซอฟท์ 4.5% เท่านั้น
      
       ความกังวลเหล่านี้มีน้ำหนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ บิล เกตส์เปิดหมวกลาไมโครซอฟท์โดยวางตัวมือดีอย่างเรย์ ออสซี (Ray Ozzie) อีกหนึ่งอัจฉริยะผู้เกิดปีเดียวกันกับเกตส์แต่ไม่สามารถนำพาไมโครซอฟท์ให้สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมได้โดดเด่นเท่าที่ควร ทั้งหมดนี้มีโอกาสสูงที่เกตส์จะหว่านล้อมผู้ถือหุ้นเก่าแก่ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นให้เลือกซีอีโอคนใหม่แทนบอลเมอร์ในวิธีการเดียวกัน จุดนี้ทำให้นักลงทุนมีความกังวลว่าเกตส์ซึ่งเป็นผู้นำอาวุโสของไมโครซอฟท์จะมีอิทธิพลต่อบริษัทมากเกินไป
      
       หากรายงานของรอยเตอร์เป็นความจริง ไมโครซอฟท์จะถูกจับตาในฐานะยักษ์ใหญ่ที่ถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทแบบหมดจด โดยรากแก้วอำนาจที่เคยมีอยู่นั้นถูกกำจัดออกไปอย่างสิ้นเชิง เท่ากับไมโครซอฟท์ยุคใหม่จะไร้เงาทั้งผู้ก่อตั้งอย่างเกตส์และเพื่อนซี้อย่างบอลเมอร์
      
       อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของไมโครซอฟท์ในแง่ดีต่อนักลงทุน เนื่องจากบริษัทมหาชนทุกรายควรจะเคารพต่อสิทธิในการออกเสียงของนักลงทุนด้วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญ



ที่มา http://www.manager.co.th

สัณญาณมือถือไทยป่วนลาว กสทช.บีบดีแทคลดกำลังส่ง






พล.อ.ต.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจิรญ รองเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าประชุมคณะกรรมการร่วมทางเทคนิคว่าด้วยการประสานและจัดสรรความถี่วิทยุตามบริเวณชายแดนไทย-ลาว (Joint Technical Committee on Coordination and Assignment of Frequencies ailog Thailand - Laos common Border: JTC) ครั้งที่ 4  ณ.เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  โดยที่ประชุมมีการหารือในประเด็นปัญหาคลื่นความถี่ที่รบกวนกันระหว่างสองประเทศบริเวณตามแนวชายแดน ซึ่งส่งผลทำให้คุณภาพการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้อยลง
                  ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวเกิดจากคลื่นความถี่ของ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด หรือ ดีแทค ในย่าน 850 MHz มีกำลังส่งมากเกินไปในบริเวณจ.อุดรธานี และจ.หนองคาย ส่งผลทำให้ผู้ใช้บริการในประเทศลาวถูกรบกวน โดยปัจจุบันผู้ประกอบการในลาวคือบริษัท เอ็นเตอร์ไพซ์ ออฟ เทเลคอมมูนิเคชั่น ลาว จำกัด (มหาชน)หรืออีทีแอล ที่ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz  โดยปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมานานกว่า 2 ปีแล้วส่งผลทำให้ลูกค้าที่ใช้บริการของ อีทีแอล ย้ายออกจากระบบไปกว่าครึ่ง
                 ดังนั้น กสทช.จึงได้มีการหารือกับทางดีแทคถึงปัญหาดังกล่าวแล้ว ซึ่งทางดีแทคพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีการลดกำลังส่งสัญญาณลง โดยการพยายามให้การส่งคลื่นไม่เกินครึ่งหนึ่งของแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างสองประเทศ แต่การแก้ไขดังกล่าวก็จะส่งผลต่อสัญญาณในประเทศไทยที่ลดประสิทธิภาพลงของดีแทคตามไปด้วยโดยเฉพาะบริเวณที่เกิดปัญหาตามชายแดน
                    ส่วนปัญหาค่าบริการข้ามแดนอัตโนมัติระหว่างประเทศ(โรมมิ่ง)ที่ผู้ใช้ทั้งสองประเทศถูกคิดบริการสูงกว่าปกติ  มีการเสนอให้ทั้งสองประเทศควรปิดการใช้งานเชื่อมต่อโครงข่ายอัตโนมัติ โดยให้เลือกการตั้งค่าโครงข่ายด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเปิดใช้โรมมิ่งโดยไม่ตั้งใจอีก







ที่มา http://www.naewna.com

บอร์ดกสท.อนุมัติให้ไลเซ่นส์กองทัพ หากยอมให้ช่อง7ยุติออกอากาศ




บอร์ดกสท.อนุมัติให้ไลเซ่นส์กองทัพ
หากยอมให้ช่อง7ยุติออกอากาศ
ทีวีระบบ “อนาล็อก”ภายใน5ปี
พันเอกนที ศุกลรัตน์ รองประธาน กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธาน กรรมการกิจการกระจายเสียง  กิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสท.เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2556 ได้พิจารณาเรื่องการยุติสัญญาสัมปทานก่อนกำหนดของ กองทัพบก(ช่อง5) ผู้ให้สัมปทาน และบริษัท กรุงเทพและวิทยุโทรทัศน์ จำกัด ในฐานะผู้ได้รับสัมปทานให้ดำเนินการประกอบธุรกิจโทรทัศน์ในนาม โทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7
                 ในการนี้  กสท.จะให้สำนักงาน กสทช.ส่งหนังสือไปยัง กองทัพบก เห็นควรกำหนดระยะเวลาการถือครองคลื่นความถี่ และยุติสัญญาสัมปทานก่อนกำหนด เพื่อยุติการส่งสัญญาโทรทัศน์ระบบอนาล็อก(ระบบปัจจุบัน)ภายใน 5 ปี (ภายในปี 2561ทั้งนี้สัมปทานช่อง7 เหลือเวลาอีก 10 ปี หรือสิ้นสุดในปี 2566)
                   โดยบอร์ด กสทช. ได้พิจารณามอบการออกใบอนุญาตการประกอบกิจการโทรทัศน์สำหรับการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล หรือ MUX แก่กองทัพบก เพิ่มเติมอีก 1 โครงข่าย ที่ให้บริการในระดับชาติ เป็นระยะเวลา 15 ปี ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ.255 และประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตเพิ่มเติมในส่วนการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล
                “หากช่อง 7  ยังต้องการดำเนินธุรกิจในระบบอนาล็อกต่อไป ก็ยังคงสิทธิดำเนินต่อไปได้จนหมดอายุสัมปทาน ซึ่ง เรามั่นใจว่า จะยุติระบบอนาล็อกได้อย่างน้อย 6 ปี เมื่อเมื่อทีวีระบบดิจิตอลเกิดขี้น จำนวนผู้ชมในระบบอนาล็อกอาจลดลงอย่างต่อเนื่อง จนผู้รับสัมปทานในปัจจุบันต้องการยกเลิกสัมปทานก่อนกำหนด เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการออกอากาศทั้งในระบบดิจิตอล และระบบอนาล็อก ยอมรับว่ากองทัพบกเป็นช่องที่ให้ความร่วมมือดีที่สุดต่อการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้” พันเอกนที กล่าว
                ทั้งนี้ หากแนวทางในการคืนคลื่นความถี่เป็นไปตามที่ กสท. คาดการณ์ไว้ แผนการยุติการออกสัญญาณโทรทัศน์ในระบบอนาล็อกก็จะสามารถประกาศได้ราวต้นปี 2557 ขณะเดียว ยังเหลือการพิจารณาสัญญาสัมปทานระหว่าง อสมท จำกัด (มหาชน) และบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโทรทัศน์สีช่อง 3 คาดว่าน่าจะสรุปผลได้ในเดือน ตุลาคม2556นี้ โดยแนวโน้มมีลักษณะเป็นเช่นเดียวกับช่อง 7 ขณะเดียวกัน กสท. ก็จะใช้วิธีการในการเจรจากับ อสมท ในการยกเลิกสัมปทานก่อนกำหนดเช่นกัน







ที่มา http://www.naewna.com

กูเกิลปรับระบบอัลกอริธึมใหญ่ในรอบ 3 ปี






อามิต สิงหัล (Amit Singhal) รองประธานอาวุโส ผลิตภัณฑ์กูเกิลเสิร์ช
       ยักษ์ใหญ่บริการเสิร์ชเอนจิ้นอันดับ 1 ของโลกอย่างกูเกิล (Google) ประกาศว่าได้อัปเกรดระบบคำนวณเพื่อแสดงข้อมูลตามคำขอหรืออัลกอริธึม (algorithm) ครั้งใหญ่ในรอบ 3 ปี โดยอัลกอริธึมใหม่จะมีผลกับการค้นหาบนกูเกิลมากกว่า 90% ท่ามกลางคำการันตีจากกูเกิลว่าระบบใหม่จะนำไปสู่การค้นหาข้อมูลที่อัจฉริยะยิ่งขึ้น
      
       อัลกอริธึมใหม่ของกูเกิลนั้นมีชื่อรหัสว่าฮัมมิ่งเบิร์ด (Hummingbird) แม้กูเกิลจะเริ่มใช้งานอัลกอริธึมใหม่มานานกว่า 1 เดือนแล้ว แต่กูเกิลเพิ่งประกาศเรื่องราวของฮัมมิ่งเบิร์ดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา (ตรงกับ 27 กันยายนในประเทศไทย) อย่างไรก็ตาม กูเกิลไม่ได้ให้รายละเอียดของฮัมมิ่งเบิร์ดแบบเจาะลึก โดยกล่าวเพียงว่าฮัมมิ่งเบิร์ดจะเป็นประโยชน์ต่อการค้นหาในคำขอที่ซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าเดิม
      
       กูเกิลระบุว่า อัลกอริธึมใหม่นั้นมีความสำคัญมาก เพราะผู้ใช้กูเกิลทุกวันนี้คาดหวังจะได้รับประสบการณ์ที่เป็นธรรมชาติหรือแม้แต่บทสนทนาอินเทอร์แอคทีฟจากเสิร์ชเอนจิ้น เช่นการใช้เสียงในการเสิร์ชผ่านสมาร์ทโฟน, สมาร์ทว็อทช์ และอุปกรณ์ไอทีสวมใส่ได้อื่นๆ
      
       ฮัมมิ่งเบิร์ดนั้นถูกออกแบบมาให้ความสำคัญกับการจัดดัชนีข้อมูลที่อิงบนฐานความเข้าใจคำเสิร์ชซึ่งอัจฉริยะกว่าเดิม ต่างจากอัลกอริธึมรุ่นก่อนหน้าอย่างคาเฟอีน (Caffeine) ซึ่งถูกออกแบบให้เน้นจัดอันดับดัชนีเว็บไซต์ที่ดีกว่าเท่านั้น
      
       อามิต สิงหัล (Amit Singhal) รองประธานอาวุโส ผลิตภัณฑ์กูเกิลเสิร์ช อธิบายว่าฮัมมิ่งเบิร์ดสามารถเข้าใจแนวคิดคำถามและความสัมพันธ์ระหว่างวลีมากกว่าคำคีย์เวิร์ดคำเดียว ความสามารถนี้เองที่จะนำไปสู่การโต้ตอบที่อัจฉริยะยิ่งขึ้น จุดนี้เป็นไปตามแนวคิดที่กูเกิลได้เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วในชื่อกราฟความรู้หรือ Knowledge Graph ซึ่งมีจุดประสงค์เรื่องการทำให้เสิร์ชเอนจิ้นโต้ตอบกับผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น
      
       ผู้บริหารกูเกิลยกตัวอย่างเรื่องการเสิร์ชภาพหอไอเฟลบนโทรศัพท์มือถือ โดยสาธิตการเอ่ยคำขอชมภาพ "Eiffel Tower" หลังภาพปรากฏ ผู้ใช้สามารถเอ่ยถามว่าหอไอเฟลสูงเท่าไร ซึ่งระบบของกูเกิลสามารถตอบกลับมาได้อย่างถูกต้อง โดยผู้ใช้สามารถโต้ตอบด้วยการถามหาภาพการก่อสร้างด้วยคำถามที่เป็นวลีธรรมชาติอย่าง "show me pictures of the construction" ซึ่งการสาธิตพบว่าระบบของกูเกิลบนอัลกอริธึมฮัมมิ่งเบิร์ดสามารถทำได้       
       อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเสิร์ชเอนจิ้นกลับมองว่าขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าฮัมมิ่งเบิร์ดจะปฏิวัติวงการเสิร์ชเอนจิ้นอย่างไร เรียกว่าทั้งหมดนี้ยังต้องใช้เวลาในการประเมินผลอีกระยะหนึ่ง
      
       การเปิดตัวฮัมมิ่งเบิร์ดนี้เกิดขึ้นที่งานประชุมสื่อมวลชนที่กูเกิลจัดขึ้นในโรงรถย่านซิลิกอนวัลเลย์ (Silicon Valley garage) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ก่อตั้งกูเกิลทั้งเซอร์เกย์ บริน (Sergei Brin) และแลร์รี่ เพจ (Larry Page) ปักหลักเพื่อพัฒนากูเกิลให้เป็นระบบค้นหาข้อมูลเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งล่าสุดกูเกิลได้เฉลิมฉลองไปด้วยการเปิดให้ผู้ใช้ได้ร่วมยินดีด้วยการเล่นเกมบนเว็บไซต์กูเกิล สามารถติดตามวิดีโอสาธิตการเล่นเกมฉลอง 15 ปีกูเกิลได้จากด้านล่าง
      
       


      
       งานนี้ กูเกิลยังประกาศอัปเดทแอปพลิเคชันกูเกิลบนระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) ของแอปเปิล รวมถึงการเพิ่มความสามารถให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลด้วยเสียงผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะได้สะดวก

ที่มา http://www.manager.co.th

จับตา พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ เส้นคั่นระหว่าง "เสรีภาพและความมั่นคง"



ปี 2550 ไทยได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อหวังจะนำมาใช้ปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ให้ได้ แต่ 6 ปีที่ผ่านมากฎหมายฉบับนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กำลังผลักดันให้มีการยกร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ขึ้นมา โดย "น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ" รัฐมนตรีไอซีที ให้เหตุผลว่า เพื่อให้ครอบคลุมรูปแบบการกระทำผิดจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กฎหมายเดิมไม่ครอบคลุม และสร้างสมดุลระหว่างสิทธิ์ในการแสดงความเห็น และสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว
"ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ควรได้รับการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง" รัฐมนตรีไอซีทีย้ำ โดยกระทรวงไอซีทีมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ยกร่างกฎหมายและนำไปประชาพิจารณ์แล้วหลายครั้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไขปรับปรุง คาดว่าจะนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาก่อนสิ้นปีนี้ 

สำหรับผู้สันทัดกรณีทั้งในแง่มุมกฎหมาย และวงการไอทีมองว่า ร่างกฎหมายใหม่ดูเหมือนจะสร้างปัญหามากกว่าเก่า 

"ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ" ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ และมีส่วนร่วมในการยกร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับแรก กล่าวว่า ร่างใหม่มีประเด็นที่ควรกังวลหลายข้อ อาทิ การกำหนดความผิดจาก "การเข้าถึงโดยมิชอบ" เดิมเข้าข่ายความผิดเฉพาะกรณีที่มีการเข้ารหัสในระบบ แต่ร่างฉบับใหม่ต่อให้ไม่มีการเข้ารหัสใครเข้าไปก็ผิดแล้ว ซึ่งทำให้เกิดปัญหากับการใช้งานประเภทเสิร์ชเอ็นจิ้น อาทิ กูเกิล หรือแม้แต่การเข้าไปในเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ 

"เวลาเราจะเข้าไปค้นหาเพื่อน เราต้องเสิร์ชและเข้าไปดูระบบของคนอื่นเพื่อดูว่าใช่เพื่อนเราหรือไม่ ถ้ากฎหมายใหม่เขียนไว้แบบนี้ทุกคนผิดหมด"

หรือการป้องกันเนื้อหาประเภทลามกอนาจาร ในร่างฉบับใหม่ใช้คำว่า "ครอบครอง" จึงครอบคลุมมากเกินไป ต่อไปถ้ามีการใช้แอปพลิเคชั่น "Line" ส่งภาพหรือข้อความที่เข้าข่ายลามกอนาจาร แค่กดรับไว้อ่านก็ผิดแล้ว มีโทษจำคุก 6 ปี เพราะคำว่าครอบครองครอบคลุมถึงการแคช การดิสเพลย์ การประมวลผล และทำให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) หรือโมบายโอเปอเรเตอร์เข้าข่ายความผิดเพราะถือว่าครอบครองด้วยเหมือนกัน เพราะต้องแคชข้อมูลก่อนส่งให้ลูกค้าปลายทาง

นอกจากนี้ "การทำสำเนา" ธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตก่อนส่งข้อมูลไปปลายทางต้องมีการทำสำเนาเก็บไว้ในเครื่อง และส่งต่อโดยผ่านเครือข่ายของ ISP ของผู้ส่งและผู้รับจึงมีผู้ต้องทำสำเนาข้อมูลไว้ 4 จุด ข้อมูลที่วิ่งอยู่ในท่อไม่มีทางรู้ว่าถูกหรือผิดกฎหมาย และจะมีการทำสำเนาไว้ตามทาง ถ้าเขียนกฎหมายไว้ให้การทำสำเนาผิดด้วยจะมีจำเลยเป็นสิบล้านคน

ขณะที่ปัญหาการปิดเว็บไซต์ ทางกระทรวงไอซีทีอ้างว่าจำนวนเว็บไซต์ผิดกฎหมายมีมาก ไม่สามารถรอให้รัฐมนตรีไอซีทีลงนามสั่งปิดก่อนเข้ากระบวนการศาลได้จึงให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่กระทรวงไอซีทีสั่งปิด และส่งให้ศาลออกคำสั่งปิดได้เลย ซึ่งอันตรายมาก หากปิดผิดเว็บไซต์ พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ทำให้ผู้ที่ได้ผลเสียหายฟ้องร้องเอาผิดพนักงานเจ้าหน้าที่ลำบาก เมื่อเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพควรมีกระบวนการที่รอบคอบ กลั่นกรองถึง 3 ขั้นตอนตามกฎหมายเดิมจะดีกว่า

"ปรเมศวร์ มินศิริ" ผู้บริหารเว็บไซต์กระปุกดอทคอม กล่าวว่า พ.ร.บ.คอมพ์ใหม่ เปิดให้ผู้ใช้กฎหมายมีสิทธิ์ตรวจสอบข้อมูลเต็มที่ เพื่อให้เกิดความมั่นคงของประเทศชาติให้มากที่สุด ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับที่ใช้อยู่เคยเกิดปัญหาเรื่องการนำมาตรา 14 (2) เกี่ยวกับการนำเข้าข้อมูลที่เป็นเท็จ และส่งผลถึงความปลอดภัยของประเทศมาใช้ โดยเมื่อ 3 ปีก่อนมีบุคคลที่โดนฟ้องเพียงแค่เขียนข้อความลงบนเว็บไซต์เท่านั้น

ดังนั้น หากต้องการออก พ.ร.บ.ใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหากฎหมายเดิมถือว่าแก้ไขไม่ตรงจุด และควรนำไปปรับแก้ใหม่ก่อนที่จะประกาศใช้ เพื่อมอบความเป็นธรรมในการใช้งานแก่ผู้บริโภค ไม่มอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมายมากเกินไป

ขณะที่ "สมชาย หอมลออ" นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่มีความไม่ชอบธรรมอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน ทุกคนมีสิทธิ์คิดหรือทำอะไรก็ตาม แต่ต้องอยู่ในกรอบที่ร่วมกันตั้งไว้ ไม่ให้เลยเถิดเกินไป ดังนั้น การเข้ามาจำกัดสิทธิมนุษยชนจำเป็นต้องดึงเอาหลักสิทธิเสรีภาพมาคำนวณด้วย แต่ทั้งนี้ตัวกรอบนั้นต้องจำกัดแค่เรื่องที่จำเป็น 

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ณ จุดเริ่มต้นการยกร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับแรกของประเทศ มีกฎหมายอีกฉบับที่มีการยกร่างมาคู่กันนั่นคือ "ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล" แต่ไม่เคยเสร็จสมบูรณ์ได้ออกมาเป็นกฎหมาย ด้วยเหตุผลมากมาย

"สุรางคณา วายุภาพ" ผู้อำนวยการ สพธอ. กล่าวถึงความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ที่สภาและคงใช้เวลาอีก 3 ปีกว่าจะออกมา เนื่องจากต้องเข้าสภาและผ่านวุฒิสภาอีกอาจใช้เวลาพอ กับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมายได้

"ปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในไทยเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง หากไม่มีโนว์ฮาวในการแก้ปัญหาก็ทำอะไรไม่ได้ ปลายปีนี้ สพธอ. อาจเข้าไปมีส่วนร่วมกับร่าง พ.ร.บ.นี้ และจะผลักดันให้เป็นนโยบายรัฐบาล"

"อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล" ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นกฎหมายอีกฉบับที่ยังมีปัญหา เพราะในรายละเอียดจะมอบอำนาจให้ฝ่ายรัฐมากเกินไป เพราะในอดีตข้อมูลของประชาชนจะอยู่ในมือรัฐเป็นหลัก เช่น ทะเบียนบ้าน และเลขบัตรประชาชน แต่ปัจจุบันข้อมูลอื่น ๆ เริ่มไปอยู่ในมือเอกชนมากขึ้น ภาครัฐจึงต้องการนำข้อมูลทั้งหมดมาอยู่ในมือ โดยเข้าไปเอาข้อมูลจากเอกชนผ่านการใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อประชาชน

ในฐานะประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูล และผู้ใช้อินเทอร์เน็ต มิอาจมองข้ามได้ เพราะได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ภาครัฐโดยกระทรวงไอซีทีเองก็ควรมีการสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง เนื่องจากกระทบคนส่วนใหญ่



ที่มา http://www.prachachat.net

ไอซีที สั่งตรวจสอบเว็บหนัง FREEMOVIE-HD หลังยอดประมูลใกล้ทะลุหลักล้านบาท




ไอซีที สั่งตรวจสอบเว็บหนัง FREEMOVIE-HD หลังยอดประมูลใกล้ทะลุหลักล้านบาท ชี้ได้ประโยชน์จากสินค้าลิขสิทธิ์ผิดกฎหมาย

วันนี้ กรณีสำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบเว็บหนังออนไลน์ชื่อดัง freemovie-hd ได้ลงประกาศผ่านเว็บไซต์ ว่ามีความประสงค์จะปล่อยเว็บให้กับผู้ที่สนใจรับไปดูแลต่อ โดยระบุให้แจ้งความประสงค์ผ่านทางอีเมล์ของผู้ดูแลเว็บ พร้อมบอกราคาที่ต้องการซื้อเข้ามาให้พิจารณา นั้น

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที เปิดเผยว่า ได้สั่งให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เข้าไปตรวจสอบข้อมูลเรื่องนี้แล้ว รวมทั้งจะประสานไปยังกระทรวงพาณิชย์ ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบกฎหมายเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ให้เข้ามาติดตามข้อมูลเรื่องนี้โดยตรง เพราะเว็บหนังออนไลน์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถือเป็นการทำผิดกฎหมายเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์อยู่แล้ว

การนำหนังที่มีลิขสิทธิ์มาเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์ แม้จะไม่มีการเรียกเก็บค่าชมจากคนดู แต่เจ้าของเว็บไซต์ ก็ได้รับประโยชน์ตอบแทน โดยเฉพาะค่าตอบแทนโฆษณาที่มาติดต่อลงเว็บ ถือเป็นการได้รับประโยชน์ทางธุรกิจในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างชัดเจน

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมามีเว็บไซต์ และแฟนเพจในเฟซบุ๊กหลายแห่ง ถูกนำมาประกาศขายต่อ หลังจากที่เว็บไซต์หรือแฟนเพจเหล่านี้ เป็นที่รู้จักของคนจำนวนมาก แต่การจะนำของเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันกลายสภาพเป็นสินค้าอย่างหนึ่ง ไปขายต่อเพื่อทำกำไร จะต้องดูด้วยว่า เงื่อนไขทางกฎหมายทำได้หรือไม่ โดยเฉพาะเนื้อหาในเว็บไซต์ของตนเอง ว่า ทำความผิดและเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งหรือไม่

แค่คุณเอาหนังที่มีลิขสิทธิ์ มาเผยแพร่ต่อ และได้รับประโยชน์จากโฆษณาที่มาติดต่อขอลงในเว็บ ก็ถือว่าผิดแล้ว แต่นี่จะมีการนำไปขายต่อให้กับคนอื่นอีก มันเป็นการทำผิดกฎหมายชัดเจน มันทำไม่ได้ ผมจะสั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้แน่นอน

ขณะที่ นาย ป. หนึ่งในบุคคลที่เข้าไปติดต่อขอรับทราบข้อมูลการประกาศเว็บหนังออนไลน์ชื่อดัง freemovie-hdnดังกล่าว เปิดเผยว่า ล่าสุดจากการส่งอีเมล์ไปสอบถามข้อมูลจากทีมงานเว็บ freemovie-hd ได้รับแจ้งว่า มีบุคคลหลายกลุ่มสนใจที่จะซื้อเว็บดังกล่าวต่อจำนวนมาก โดยเสนอราคาเข้ามาแข่งกัน จะใกล้จะทะลุตัวเลขหลักล้านบาทแล้ว

ขณะที่ทางเว็บไซต์มีกำหนดเส้นตายการเสนอราคาซื้อขายไว้ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

ข่าวโดย : สำนักข่าวอิศรา


ที่มา http://www.thaiseoboard.com

เปิดแอพช่วยผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์



ไมโครซอฟท์ จับมือ สสส.และการท่องเที่ยว เปิดตัว“วีล โก ราวด์” แอพพลิเคชั่นเผยแพร่สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้รถเข็น พร้อมเปิดให้บริการบนมือถือวินโดวส์โฟน กลางเดือนตุลาคมนี้
นางสาวศิริพร พัชรวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สนับสนุนการพัฒนาเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น“วีล โก ราวด์” (Wheel-go-round)ภายใต้ “โครงการเผยแพร่ข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้รถเข็น” ขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ใช้รถเข็นสามารถทราบและเข้าถึงข้อมูลการใช้รถเข็นและสามารถเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น
ด้านนางสาวลิปดา จารุเธียร ตัวแทนเยาวชนกลุ่ม วีล โก ราวด์ กล่าวถึงที่มาของแอพพลิเคชั่นนี้ว่า เนื่องจากมีญาติที่ใช้วีลแชร์ พบปัญหาเรื่องการเดินทางอยู่บ่อยครั้ง จึงร่วมกับเพื่อนในทีมพัฒนาเว็บไซต์ฐานข้อมูลออนไลน์ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ แต่ยังมีจุดอ่อนด้านการหาและส่งต่อข้อมูลการเข้าถึงสถานที่ต่างๆ ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จนได้รับการสนับสนุนจากไมโครซอฟท์ในการนำทีมไมโครซอฟท์ สติวเดนท์ พาร์ทเนอร์ (Microsoft Student Partners) มาช่วยพัฒนาเป็นแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มความสะดวกสำหรับผู้ใช้วีลแชร์มากขึ้น
ทั้งนี้แอพพลิเคชั่นวีล โก ราวด์ จะเปิดให้ดาวน์โหลดใช้ผ่าน วินโดวส์ สโตร์ ตั้งแต่กลางเดือน ตุลาคมนี้ ส่วนผู้ที่สนใจโครงการสามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซด์ www.wheelgoround.in.th




ที่มา http://www.dailynews.co.th


3ค่ายมือถือยอมลดค่าบริการ15%3 กสทช.ระบุแนวโน้มลงอีก

3ค่ายมือถือยอมลดค่าบริการ15%กสทช.ระบุแนวโน้มลงอีกโชว์ผู้ใช้3Gแตะ11ล้านเลข



นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้ทำการติดตามตรวจสอบและกำกับค่าบริการสำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่านความถี่ 2.1 GHz หรือ 3G บนคลื่น 2.1 GHz กับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด (AWN) บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด (DTN) หรือ TriNet และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด (RF) ตามเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม หมวด 3 เงื่อนไขเฉพาะสำหรับผู้รับใบอนุญาต ภาคผนวก ก ข้อ 7.5 ที่กำหนดให้ “ผู้รับใบอนุญาตจะต้องกำหนดอัตราค่าบริการให้เป็นธรรม สมเหตุสมผลและไม่เอาเปรียบผู้บริโภค
ทั้งนี้ กสทช.กำหนดให้บริการผู้รับใบอนุญาตทั้ง 3 ราย จะต้องกำหนดอัตราค่าบริการที่ลดลงโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้าของอัตราค่าบริการเฉลี่ยของบริการประเภทเสียง (voice) และบริการที่ไม่ใช่ประเภทเสียง (non-voice) ที่มีการให้บริการอยู่ในตลาด ณ วันที่ได้รับใบอนุญาต หรือ ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2555
โดยดำเนินการตรวจสอบเป็น 2 กรณี คือ กรณีนำรายการส่งเสริมการขายที่ปรากฏในตลาดปัจจุบัน (รายการส่งเสริมการขายเดิม) ไปใช้ให้บริการบนโครงข่ายย่าน2.1 GHz ที่ผู้ให้บริการจะต้องปรับลดอัตราค่าบริการลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 และรายการส่งเสริมการขายใหม่จะต้องกำหนดอัตราค่าบริการที่ลดลงโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของอัตราค่าบริการเฉลี่ยของบริการประเภทเสียง (voice) และบริการที่ไม่ใช่ประเภทเสียง (non-voice) ที่มีการให้บริการอยู่ในตลาด ณ วันที่ได้รับใบอนุญาต จะต้องปรับลดอัตราค่าบริการลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 เช่นกัน
เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ผลตรวจสอบพบว่าผู้รับใบอนุญาตทั้ง 3 ราย ลดลง 15% แล้ว มีแนวโน้มที่จะทยอยปรับลดอัตราค่าบริการลง โดยเน้นปรับลดอัตราค่าบริการประเภทเสียงและอินเตอร์เน็ต เป็นหลัก จะเห็นได้จากอัตราค่าบริการในเดือนสิงหาคม 2556 ประเภทบริการเสียงอยู่ระหว่าง 0.58-0.72 บาทต่อนาที ซึ่งลดลงโดยต่ำกว่าค่าบริการที่ต้องลดลง 0.82 บาทต่อนาที ประมาณ 10-27 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับอัตราค่าบริการอินเตอร์เน็ต ที่ผู้รับใบอนุญาตนำเสนออัตราค่าบริการอยู่ระหว่าง 0.15-026 บาทต่อMB โดยมีอัตราลดลงต่ำกว่าค่าบริการที่จะต้องลดลง 0.28 บาทต่อ MB ประมาณ 7-46 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ อัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลดลง 15% นี้เฉพาะผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ใหม่บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้บริการอยู่ 11 ล้านเลขหมาย ในขณะที่ยอดผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยมีจำนวนสูงถึง 90 ล้านเลขหมาย โดยส่วนใหญ่ยังคงใช้บริการในระบบ 2G และ 3G เดิมก็จะไม่ได้รับส่วนลดในครั้งนี้ ในอนาคตถ้าโครงข่าย 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ครอบคลุมทั่วประเทศ เชื่อว่าจำนวนผู้ใช้บริการในระบบ 3G คลื่นความถี่ 2.1 GHz น่าจะเพิ่มขึ้น และประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์จากการปรับลด อัตราค่าบริการลง 15% ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งนี้สำนักงาน กสทช. อยากให้ประชาชนผู้ใช้บริการร่วมตรวจสอบคุณภาพสัญญาณและอัตราค่าบริการ 3G คลื่นความถี่ 2.1 GHz หากพบปัญหาในการใช้งาน หรืออัตราค่าบริการไม่เป็นธรรมในใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถร้องเรียนมาได้ที่ Call Center สำนักงาน กสทช. 1200 หรือ SMS 1200 หรือเว็บไซต์สำนักงาน กสทช.




ที่มา http://www.naewna.com

'ซัมซุง'เปิดตัวสมาร์ทวอทช์'กาแล็กซี่ เกียร์'



"ซัมซุง" ยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์เปิดตัวนาฬิกาอัจฉริยะหรือสมาร์ทวอทช์ "กาแล็กซี่ เกียร์" ซึ่งสามารถใช้โทรเข้า-โทรออก
หัวหน้าฝ่ายอุปกรณ์เคลื่อนที่ของซัมซุง "นายเจเค ชิน" กล่าวในงานมหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ "ไอเอฟเอ" ที่กรุงเบอร์ลินว่า กาแล็กซี่ เกียร์ จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของแฟชั่นใหม่ไปทั่วโลก
สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่นี้ใช้หน้าจอสัมผัสขนาดกว่า 4 เซนติเมตรหรือ 1.6 นิ้วในกรอบโลหะและสายรัดที่มีหลากสีสัน ตรงกันข้ามกันข่าวลือก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าจะใช้จอแบบยืดหยุ่นได้
ซัมซุงไม่ใช่บริษัทแรกที่เปิดตัวนาฬิกาข้อมือที่สามารถเชื่อมต่อผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายหรือ Wi-Fi ไปยังสมาร์ทโฟน แจ้งเตือนการโทรเข้า-โทรออก ข้อความ และอีเมล เนื่องจาก "คาสิโอ" "โซนี่" หรือ "เพบเบิ้ล" ต่างก็ผลิตนาฬิกาในลักษณะคล้ายคลึงกันไปก่อนหน้านี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม คู่แข่งรายสำคัญอย่าง "แอ๊ปเปิ้ล" ยังคงมีข่าวว่าจะเปิดตัว "ไอวอทช์" ขณะที่ "ไมโคซอฟท์" และ "กูเกิล" ไม่ได้เข้าร่วมงานไอเอฟเอในครั้งนี้ ทำให้ซัมซุงมีพื้นที่ในการสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี
อุปกรณ์ของซัมซุงทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้โทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องหยิบมือถือออกจากกระเป๋า เนื่องจากสมาร์ทวอทช์ดังกล่าวมีลำโพงและไมโครโฟนในตัว รวมถึงกล้องถ่ายรูปขนาดจิ๋วด้วย
ทั้งนี้ ซัมซุงจะเริ่มวางขายกาแล็กซี่ เกียร์ ในวันที่ 25 กันยายนนี้


ที่มา http://money.th.msn.com

"ซัมซุง"เตรียมเผยโฉม"สมาร์ทโฟนจอโค้ง"ตุลาคมนี้





ซัมซุง เปิดเผยในงานเปิดตัวกาแล็กซี โน้ต 3 ที่กรุงโซลว่า บริษัทจะเปิดตัวสมาร์ตโฟนที่มีหน้าจอโค้งเว้า โดยจะเป็นหน้าจอแบบ OLED (Organic Light Emitting Diodes) ซึ่งเป็นจอภาพที่มีลักษณะคล้ายแผ่นฟิล์ม ซึ่งมีส่วนประกอบเป็นสารอินทรีย์ที่สามารถเปล่งแสงเองได้เมื่อได้รับพลังงาน ไฟฟ้า

นาย ดี.เจ. ลี  ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การตลาดโทรศัพท์มือถือของซัมซุงเปิดเผยว่า บริษัทวางแผนที่จะเปิดตัวสมาร์ทโฟนหน้าจอแบบโค้งเว้าในเกาหลีใต้ ในเดือนตุลาคมนี้  แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม 

ในช่วงที่ผ่านมา เริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีหน้าจอโค้งเว้า เมื่อเดือนมกราคม ซัมซุงได้จัดแสดงสินค้าต้นแบบที่มีหน้าจอโค้งเว้าและงอได้ แต่หลายฝ่ายยังคงสงสัยว่า สินค้าที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจะสามารถผลิตเพื่อผู้บริโภคในวงกว้างด้วยราคา ที่สมเหตุสมผลได้อย่างไร 

นักวิเคราะห์จากบริษัทด้านการวิจัย ซีซีเอส อินไซต์ เปิดเผยว่า เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนจอโค้งอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของผู้บริโภคได้มาก นัก แต่จะช่วยซัมซุงในแง่ของความแตกต่างกับสินค้าตัวอื่นๆในตลาดที่ล้วนแต่เป็น เทคโนโลยีจอแบนธรรมดา

ซัมซุง และคู่แข่งอย่างแอลจี ต่างพยายามคิดค้นนวัตกรรมโทรทัศน์จอโค้ง โดยในวันนี้ แอลจีได้เปิดตัวทีวี OLED จอโค้ง ขนาด 55 นิ้วในประเทศอังกฤษ ขณะที่ซัมซุง เคยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีหน้าจอยืดหยุ่นได้เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา และเมื่อไม่นานมานี้ ซัมซุงได้เปิดตัวนาฬิกาอัจฉริยะ "สมาร์ต เกียร์" ที่สามารถถ่ายรูปและบันทึกวิดีโอ หรือแม้กระทั่งใช้เป็นโทรศัพท์ และเช็คอีเมล์   

ทั้งนี้ ซีซีเอส อินไซต์คาดการณ์ว่าตลอดทั้งปี 2013 ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกจะอยู่ที่ราว 1,000 ล้านเครื่อง จากยอดขายโทรศัพท์มือถือทั่วโลกทั้งสิ้น 1,700 ล้านเครื่อง 





ที่มา  http://www.siamboard.net


iPhone ราคาถูก ถูกจริงแค่ 6,000 ...


จากกระแสและภาพหลุดของ iPhone low-cost หรือ iPhone ราคาถูก ทำให้ผู้ผลิตในประเทศจีนรายหนึ่งไม่รอช้าที่จะเกาะความสนใจของโทรศัพท์รุ่นดังกล่าวชิงตัดหน้า Apple ด้วยการลอกเลียนแบบผลิต iPhone ราคาถูก ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับข่าวลือขึ้นมาซึ่งวัสดุที่ใช้ผลิตหนีไม่พ้นพลาสติกอย่างแน่นอน พร้อมระบบปฏิบัติการ Androidตัวเครื่องประกอบไปด้วยซีพียู Snapdragon 600 Quad-Core ความเร็ว 1.7GHz, RAM 2GB, รัน Android 4.2.1 Jelly Bean, หน้าจอขนาด 4 นิ้ว ความละเอียด 1136 x 640 พิกเซล, กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล, กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล, แบตเตอรี่ความจุ 2300 mAh สามารถชาร์จไร้สายได้ด้วย

สำหรับ iPhone ราคาถูก แบรนด์จีนรุ่นนี้ได้เปิดสั่งจองแล้วผ่านหน้าเว็บไซต์ techdy.com ในราคา 199 เหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 6,000 บาท โดยจะเริ่มจัดส่งให้กับลูกค้าตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้เป็นต้นไป ซึ่งถ้าใครสนใจก็เข้าไปสั่งจองกันได้ ส่วนคุณภาพจะดีสู้ของจริงได้หรือไม่ก็แล้วแต่วิจารณญาณนะครับ ^^


ที่มา  http://www.arip.co.th

สเปคย่อมๆ Sony Xperia i1 Honami




หลังจากแจกจ่ายบัตรเชิญให้กับบรรดาสื่อมวลชนเพื่อมาทำข่าวของ Sony ในงาน IFA 2013 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในวันที่ 4 กันยายนนี้ ซึ่งคาดว่าภายในการแถลงข่าวคงหนีไม่พ้นการเปิดตัว Sony Xperia i1 "Honami" มือถือที่เน้นการถ่ายภาพด้วยการเพิ่มคุณสมบัติจากกล้อง Cybershot มาไว้บนมือถือด้วย และแน่นอนเพื่อไม่เป็นการน้อยหน้ามือถือรุ่นอื่นๆ ในวันนี้เองเว็บไซต์ ePrice จึงได้มีการรายงานสเปคย่อมๆของ Sony Honami ออกมาเรียกน้ำย่อยกันล่วงหน้า




Sony Xperia i1 "Honami" มากับหน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียดของการแสดงผล 1080p ใช้เทคโนโลยี Triluminos กับ X-Reality ทำให้ภาพบนหน้าจอมือถือมีความคมชัดที่สุด กล้องหลักของเครื่องมาพร้อมกับ Sony Lens G เลนส์เกรดโปรที่อยู่บนกล้อง DSLR ช่วยให้ภาพถ่ายมีความสดใส คมชัด สีไม่เพี้ยน ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และมีเซนเซอร์ Exmor RS ขนาด 1/2.3 นิ้ว รวมไปถึง BIONZ engine เทคโนโลยีการประมวลผลภาพเสมือนกล้อง DSLR ช่วยให้รายละเอียดของภาพคมชัด เป็นธรรมชาติ ส่วนของกล้องหน้ามีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พ่วงมากับเซนเซอร์ Exmor R

ส่วนที่ขาดไม่ได้คือซีพียูประมวลผลหลักเป็น Qualcomm Snapdragon 800 Quad-Core 2.2 GHz, RAM 2 GB, ความจุในเครื่อง 16 GB สนับสนุน NFC และ Wi-Fi และแบตเตอรี่ความจุ 3,000 mAh

เรียกได้ว่า Sony Xperia i1 "Honami" จัดเต็มจริงสำหรับเทคโนโลยีการถ่ายภาพ งานนี้ Nokia Lumia 1020 และ Samsung Galaxy S4 Zoom มีหนาวกันบ้างแล้วล่ะ ^^



ที่มา http://www.arip.co.th

เกล็ดความรู้ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550



เกล็ดความรู้ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550





พรบ. คอมพิวเตอร์ 2550 
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมาย ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ
“ข้อมูลคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
“ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น
“ผู้ให้บริการ” หมายความว่า
(๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
(๒) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
“ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
มาตรา ๕ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้น มิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๖ ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๗ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๙ ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๐ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๑ ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๑๒ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐
(๑) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นในทันทีหรือในภายหลัง และไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
(๒) เป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการบริการสาธารณะ หรือเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
ถ้าการกระทำความผิดตาม (๒) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี
มาตรา ๑๓ ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)(๒) (๓) หรือ (๔)
มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔
มาตรา ๑๖ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ
ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่ง เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่มีความผิด ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือ บุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย
มาตรา ๑๗ ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกราชอาณาจักรและ
(๑) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนไทย และรัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดได้เกิดขึ้นหรือผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ หรือ
(๒) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนต่างด้าว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเป็นผู้เสียหายและผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ
จะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักร
หมวด ๒
พนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๑๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด
(๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้
(๒) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
(๓) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๔) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่
(๕) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๖) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและสั่งให้บุคคลนั้นส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้
(๗) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับดังกล่าว
(๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิดและผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๙ การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำร้อง ทั้งนี้ คำร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและผู้กระทำความผิด เท่าที่สามารถจะระบุได้ ประกอบคำร้องด้วยในการพิจารณาคำร้องให้ศาลพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยเร็วเมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ก่อนดำเนินการตามคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำเนาบันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสำเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือ
ผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการดำเนินการตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) ส่งสำเนาบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนินการให้ศาลที่มีเขตอำนาจภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดำเนินกา เพื่อเป็นหลักฐานการทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา ๑๘ (๔) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจำเป็น การยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๘ (๘) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือแสดงการยึดหรืออายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยึดหรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจำเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือถอนการอายัดโดยพลัน หนังสือแสดงการยึดหรืออายัดตามวรรคห้าให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๐ ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามที่กำหนดไว้ในภาคสองลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้อง พร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการระงับการทำให้แพร่หลายนั้นเอง หรือสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้
มาตรา ๒๑ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดมีชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์รวมอยู่ด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอให้มีคำสั่งห้ามจำหน่ายหรือเผยแพร่ หรือสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นระงับการใช้ ทำลายหรือแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ มีไว้ในครอบครอง หรือเผยแพร่ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ดังกล่าวก็ได้ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคำสั่งที่มีผลทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่งอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขัดข้อง หรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือโดยประการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงทั้งนี้ เว้นแต่เป็นชุดคำสั่งที่มุ่งหมายในการป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ให้แก่บุคคลใดความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่
โดยมิชอบ หรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาลพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๔ ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๕ ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจมีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น
มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้ ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการ นับตั้งแต่เริ่มใช้บริการและต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลง ความในวรรคหนึ่งจะใช้กับผู้ให้บริการประเภทใด อย่างไร และเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท
มาตรา ๒๗ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๒๐ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลตามมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทและปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา ๒๘ การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ และมีคุณสมบัติตามที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือรับคำกล่าวโทษ และมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวนสอบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ บรรดาที่เป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐมนตรีมีอำนาจ ร่วมกันกำหนดระเบียบเกี่ยวกับแนวทางและวิธีปฏิบัติในการดำเนินการตามวรรคสอง
มาตรา ๓๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา




 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2013. KIP Thai - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger