mas template
mas template
เนื้อหา ล่าสุด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ IT แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ IT แสดงบทความทั้งหมด

7 มุมมืดของ iOS 7 (พร้อมวิธีรับมือ)



เสียงวิจารณ์และความจริงที่ปรากฏกลับสะท้อนว่าระบบปฏิบัติการไอโอเอสเวอร์ชันล่าสุด iOS 7 ยังมีข้อบกพร่องมากมาย
แม้ iOS 7 จะทำให้ชาวแอปเปิลตื่นเต้นกับหน้าตาโปรแกรมสีสวยดูทันสมัย แต่เสียงวิจารณ์และความจริงที่ปรากฏกลับสะท้อนว่าระบบปฏิบัติการไอโอเอสเวอร์ชันล่าสุดที่แอปเปิลเปิดตัวมาเพื่อใช้กับอุปกรณ์พกพาตระกูลไอ ทั้งไอโฟน ไอแพด และไอพ็อดนั้นยังมีข้อบกพร่องมากมาย ซึ่งถือเป็นมุมมืดที่แอปเปิลต้องตามล้างตามเช็ดโดยเร็ว
     
       ข้อบกพร่องเหล่านี้ทำให้เราสามารถสรุปเป็น 7 มุมมืดของ iOS 7 ซึ่งบางปัญหาถูกแก้ไขไปแล้วแต่บางปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งปัญหาการรับส่งข้อความผ่านบริการ iMessage ที่ไม่สามารถทำงานได้บนบางอุปกรณ์ระบบ iOS 7, ปัญหาการออกแบบฟังก์ชันการตั้งค่าในเมนู Setting ที่ดูแล้วชวนงงเหลือเกิน, ปัญหาความปลอดภัยของระบบอ่านลายนิ้วมือในไอโฟนรุ่นใหม่ iPhone 5S ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ iOS 7 รวมถึงปัญหาอาการวิงเวียนเหมือนเมารถของผู้ใช้ iOS 7 ที่แพทย์ออกมายืนยันว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้จริง
     
       นอกจากนี้ยังมีปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็วผิดปกติ, ปัญหาเรื่องการปิดตัวเองอัตโนมัติของแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่ ซึ่งส่งผลให้การใช้งานต้องสะดุดลงอย่างไร้เหตุผล รวมถึงปัญหาช่องโหว่ที่ทำให้ไอโฟน ไอแพด หรือไอพ็อดสามารถทำงานแม้ไม่มีการกรอกรหัสผ่าน ที่แอปเปิลแก้ไขปัญหานี้แล้วด้วยการออกเวอร์ชันใหม่ iOS 7.0.2 ในช่วง 1 สัปดาห์หลังการเปิดให้ดาวน์โหลด iOS 7
     
       ในช่วงเวลาระหว่างรอให้แอปเปิลแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สิ่งที่ผู้ใช้ iOS 7 ควรทำคือการเรียนรู้และเข้าใจวิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยตัวเอง พร้อมกับทำใจยอมรับสัจธรรมว่า ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบได้ทั้งหมด
     
       1 iMessage บกพร่อง
     
       แอปเปิลออกมาประกาศแล้วว่ารับทราบปัญหาข้อบกพร่องของแอปพลิเคชันรับส่งข้อความ iMessage ซึ่งทำให้ผู้ใช้ iOS 7 บางรายไม่สามารถรับส่งข้อความได้ และกำลังดำเนินการแก้ไขในขณะนี้
     
       ปัญหานี้ถูกพูดถึงในสังคมออนไลน์วงกว้าง เนื่องจากผู้ใช้ iOS 7 หลายคนร้องเรียนว่าพบสัญลักษณ์สีแดงซึ่งแปลว่าการส่งข้อความที่เพิ่งดำเนินการไปนั้นล้มเหลว ทั้งที่ระหว่างส่งนั้นไม่พบปัญหาใดๆจนทำให้ดูเหมือนว่าการส่งนั้นทำงานได้ดีตามปกติ ทั้งหมดนี้แอปเปิลออกแถลงการณ์ผ่านอีเมลว่าได้รับทราบปัญหานี้แล้ว โดยปัญหานี้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ iMessage เพียง 1% และจะถูกแก้ไขใน iOS 7 เวอร์ชันถัดไปที่แอปเปิลจะเปิดให้ดาวน์โหลดต่อจาก iOS 7.0.2
     
       แอปเปิลแนะนำให้ผู้ใช้ที่พบปัญหานี้แก้ปัญหาเบื้องต้นตามเอกสารช่วยเหลือ หรือติดต่อศูนย์บริการ AppleCare เพื่อแก้ไขปัญหาเบื้องต้น พร้อมกับขออภัยสำหรับความไม่สะดวกที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับผลกระทบ
     
       วิธีการรับมือกับปัญหานี้คือการปิดและเปิดเครื่องใหม่ ซึ่งผู้ใช้หลายคนพบว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้ชั่วคราว ถือเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ทำได้ง่ายในช่วงที่แอปเปิลยังไม่ได้ออก iOS 7 เวอร์ชันใหม่ที่แก้ปัญหานี้แล้ว
     
       2 ภาพเคลื่อนไหวทำป่วย
     
       แพทย์อเมริกันออกมายืนยันแล้วว่าภาพแอนิเมชันหรือภาพเคลื่อนไหว"ซูมเข้า ซูมออก"ใน iOS 7 นั้นสามารถทำให้ผู้ใช้มีอาการมึนศีรษะได้ไม่ต่างจากอาการเมารถ เนื่องจากผู้ใช้สามารถเมาภาพเคลื่อนไหวเหล่านี้เหมือนที่มึนศีรษะกับหน้าจอยักษ์ในโรงภาพยนตร์ไอแม็กซ์ (IMAX) ซึ่งเป็นอาการที่เกิดในผู้ใช้บางคนเท่านั้น
     
       ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะสมองเกิดความสับสนเมื่อตาพยายามจับโฟกัสภาพที่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลจากอวัยวะคุมการทรงตัวของร่างกาย (balancing organ) ที่อยู่ในหูชั้นใน เช่นผู้ที่นั่งในรถซึ่งกำลังวิ่งหรืออยู่บนเรือที่กำลังโคลงเคลงแล้วพยายามอ่านหนังสือ ก็จะเกิดอาการเมาขึ้นได้
     
       เพื่อสร้างความแน่ใจว่าปัญหานี้จะไม่เกิดกับชาว iOS 7 ควรจะเลือกปิดภาพเคลื่อนไหวเหล่านี้โดยเลือกที่ Settings > General > Accessibility แล้วมองหาตัวเลือกชื่อ “Reduce Motion” จากนั้นแตะภาพสวิตช์ด้านข้างเพื่อเปิดการทำงานของระบบลดภาพเคลื่อนไหว เมื่อเปิดแล้วสวิตช์จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว
     
       Reduce Motion เป็นฟีเจอร์ที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้ใช้บางคนมีอาการมึนศีรษะและวิงเวียนเมื่อใช้งาน iOS 7 เนื่องจากภาพเคลื่อนไหวที่แอปเปิลจัดเต็มในระบบปฏิบัติการใหม่เพื่อให้ภาพสัญลักษณ์แอปพลิเคชันสามารถเคลื่อนที่ไปมาบนพื้นหลังได้ จุดนี้ผู้ใช้ที่อ่อนไหวต่อภาพเคลื่อนไหวมีโอกาสสูงที่จะเกิดอาการวิงเวียนศีรษะในที่สุด
     
       3 สูบแบตขั้นเทพ
     
       คุณสมบัติมากมายของ iOS 7 นั้นมีประโยชน์ แต่ต้องยอมรับว่าการตั้งค่าหลายอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นมีผล"สูบแบต"จนทำให้ผู้ใช้ไอโฟน ไอพ็อด และไอแพดที่อัปเกรดระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด iOS 7 ต้องระอาใจกับแบตเตอรี่ที่หมดลงอย่างรวดเร็ว
     
       หนึ่งในคุณสมบัติที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ iOS 7 สูบแบตเตอรี่คือ Background app refreshing ซึ่งเป็นความสามารถในการทำให้แอปพลิเคชันเปลี่ยนแปลงหรือรีเฟรชอยู่ตลอดเวลาแบบมัลติทาสก์ จุดเด่นของคุณสมบัตินี้คือเมื่อฝนตกฟ้าดำครึ้ม แอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศใน iOS 7 จะมีพื้นหลังหรือ background เป็นสีครึ้มที่แสดงว่าฝนกำลังตั้งเค้า แม้ว่าจะมีการเปิดใช้งานแอปพลิเคชันอื่นอยู่
     
       การอัปเดทตลอดเวลานี้มีส่วนทำให้ iOS 7 สูบแบตเตอรี่มากโดยไร้ความจำเป็น เนื่องจาก iOS 7 ตั้งค่าเริ่มต้นหรือ default มาให้ทุกแอปพลิเคชันสามารถอัปเดทตัวเองตลอดเวลาที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สามารถเลือกที่เมนู Settings > General > Background App Refresh เพื่อปิดการตั้งค่านี้กับทุกแอปพลิเคชันหรือบางแอปพลิเคชัน ซึ่งไม่เพียงช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ต่อวัน แต่ยังทำให้เครื่องสามารถทำงานเร็วขึ้นด้วย
     
       4 แอปเด้งออก
     
       ผู้ใช้ iOS 7 หลายคนพบเหตุการณ์ "แอปพลิเคชันปิดตัวเองอัตโนมัติ" หลังจากอัปเดทระบบปฏิบัติการไอโอเอสแล้ว โดยในขณะที่ใช้งานแอปพลิเคชันทั่วไป แอปจะค้างและปิดตัวเองแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จุดนี้ผู้ใช้ระบุว่าหนึ่งในแอปพลิเคชันที่พบปัญหา"เด้งออก"บ่อยที่สุดคือสแนปแชต (Snapchat) และเมลบ็อกซ์ (Mailbox)
     
       ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะบางแอปพลิเคชันยังไม่ถูกปรับปรุงให้รองรับ iOS 7 อย่างเต็มที่ ทำให้เครื่องที่ถูกอัปเดทเป็น iOS 7 แล้วเปิดคุณสมบัติ Background App Refresh จะทำให้แอปพลิเคชันทำงานผิดพลาด จุดนี้ผู้ใช้จะต้องปิดคุณสมบัติ Background App Refresh ตามวิธีเดียวกับปัญหาข้อ 3 คือการเลือกที่เมนู Settings > General > Background App Refresh และตรวจให้แน่ใจว่าแอปพลิเคชันที่พบปัญหานั้นถูกคลิกปิดคุณสมบัตินี้แล้ว
     
       5 ล็อกไปก็ไร้ประโยชน์
     
       แอปเปิลแถลงว่ากำลังเร่งมือแก้ไขปัญหาความปลอดภัยบนระบบล็อกหน้าจอ เช่น ปัญหาโอกาสถูกลักลอบเปิดชมภาพถ่ายจากหน้าจอที่กำลังล็อกอยู่ หรือปัญหาโอกาสเครื่องสามารถโทร.ออกเบอร์ใดก็ได้ (ไม่ใช่เบอร์ฉุกเฉิน) ในหน้าโทร.ฉุกเฉินหรือ emergency call จากหน้าจอที่ถูกล็อก ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ทำให้การล็อกหน้าจอด้วยรหัสผ่านไม่มีประโยชน์ใดๆ เพราะผู้อื่นสามารถลักลอบใช้งานโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน
     
       หลังจากเปิดอัปเดตระบบปฏิบัติการ iOS 7 เพียงสัปดาห์เดียว แอปเปิลจึงประกาศเปิดอัปเดตระบบปฏิบัติการใหม่ในชื่อ iOS 7.0.2 ให้ผู้ใช้ iOS ทุกคนได้ดาวน์โหลด ซึ่งนอกจากการแก้ปัญหาความปลอดภัยนี้ แอปเปิลยังเพิ่มความสามารถใหม่ให้ผู้ใช้สามารถป้อนภาษากรีก (Greek keyboard) เป็นรหัสผ่านได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติใหม่ที่ยังไม่เคยมีใน iOS เวอร์ชันใด
     
       ผู้ใช้ไอโอเอสสามารถอัปเดต iOS 7.0.2 ด้วยการคลิกที่ Settings เลือก General และ Software Update โดยไฟล์อัปเดตมีขนาด 17.4 MB เท่านั้น
     
       6 ตั้งค่า iOS 7 สุดงง
     
       iOS 7 ถูกสื่อมวลชนอเมริกันตั้งคำถามอย่างเจ็บแสบว่า จงใจออกแบบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวหรือ privacy setting ให้ผู้ใช้เข้าใจผิด หรือเป็นการออกแบบที่ผิดพลาดจนทำให้ตัวเลือกการตั้งค่าดูน่าสับสนไปหมด
     
       สาเหตุที่ทำให้ iOS 7 ถูกวิจารณ์เช่นนี้คือคุณสมบัติที่ซ่อนอยู่ในส่วน Frequent Locations บริการอิงสถานที่ซึ่งจะนำข้อมูลพิกัดจุดที่ผู้ใช้ยืนอยู่ในขณะนั้นมาประมวลผลเพื่อนำเสนอข้อมูลที่อยู่บริเวณใกล้เคียงหรือสอดคล้องกัน คุณสมบัตินี้ไม่เพียงมีส่วนทำให้เกิดปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็ว แต่ยังมีความเสี่ยงที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับอันตรายจากเหตุไม่คาดฝันเพราะการเปิดเผยตำแหน่งที่อยู่ที่ชัดเจนเกินไป
     
       ปัญหาคือยังมีการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่มีความสำคัญแม้ผู้ใช้จะปิดคุณสมบัตินี้แล้ว ซึ่งเชื่อว่ามีผู้ใช้ส่วนน้อยที่รู้ทันว่าต้องตั้งค่าเพิ่มเติมเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของตัวเอง การปิดคุณสมบัตินี้เริ่มที่ Settings > Privacy > Location Services จากนั้นต้องเลื่อนหน้าจอลงแล้วเลือก System Services ก่อนจะเลือก Frequent Locations ให้เป็นปิด
     
       ตัวเลือกในหน้านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ใช้งานบริการแอปพลิเคชันแนะนำสิ่งน่าสนใจบริเวณที่ยืนอยู่ได้ดีก็จริง แต่ก็มีหลายแอปพลิเคชันที่อาจไม่มีความจำเป็นโดยตรงอย่างระบบโฆษณาของแอปเปิล "ไอแอดส์ (iAds)" ซึ่งเมื่อผู้ใช้ส่วนใหญ่เลือกปิดทั้งหมด และเลื่อนลงมาที่บรรทัดล่างสุด Frequent Locations ก่อนจะกดปิดคุณสมบัตินี้แล้ว แต่ยังมีคุณสมบัติอื่นที่ซ่อนอยู่หลังจากนี้อีก นั่นคือ Status Bar Icon
     
       ข้อมูลระบุว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่แอปเปิลตั้งค่าเริ่มต้นให้ Status Bar Icon ถูกปิดไว้ เนื่องจากคุณสมบัตินี้จะทำให้ผู้ใช้เห็นการแจ้งเตือนว่าแอปพลิเคชันใดกำลังเรียกใช้งานข้อมูลพิกัดที่ผู้ใช้ยืนอยู่ คุณสมบัติที่มีประโยชน์เช่นนี้กลับถูกปิดไว้โดยแอปเปิล ซึ่งผู้ใช้หลายคนถูกหลอกตาว่าการตั้งค่าให้ปิดนั้นเป็นเรื่องที่ดีแล้ว ดังนั้นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องความเป็นส่วนตัว ควรตรวจสอบการตั้งค่าในหน้า System Services ให้ละเอียดอีกครั้ง
     
       7 ทัชไอดีถูกลองของ
     
       ถ้าคำว่าลองของคือการท้าทาย แอปเปิลก็ต้องถูกเรียกว่ากำลังโดนผู้ใช้ลองของระบบทัชไอดี (Touch ID) ระบบอ่านลายนิ้วมือที่แอปเปิลมาติดไว้ให้ผู้ใช้สามารถปลดล็อกไอโฟนรุ่นใหม่ iPhone 5S ด้วยการแตะนิ้วมือลงบนปุ่มโฮม เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่แอปเปิลทำนั้นมีข้อผิดพลาด เนื่องจากผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้นิ้วมือแตะอย่างเดียว แต่สามารถใช้อวัยวะอื่นอย่างจมูก นิ้วหัวแม่เท้า หัวนม รวมถึงอวัยวะเพศชายหรือเจ้าโลกก็ได้
     
       การตรวจดูลายนิ้วมือในระบบยืนยันบุคคลนั้นมีหลากหลายวิธี แต่วิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการเปรียบเทียบจุดสังเกตขนาดเล็ก (minutiae) โดยจุดดังกล่าวคือจุดที่เส้นลายนิ้วมือ (ridge) มาบรรจบหรือแยกออกจากกัน หรืออาจเป็นจุดจบของเส้นลายนิ้วมือก็ได้ แต่แอปเปิลเคยยืนยันว่ารูปแบบสแกนลายนิ้วมือของทัชไอดีนั้นถูกปรับปรุงจากระบบสแกนลายนิ้วมือที่ใช้กันทั่วไปให้สามารถทำงานได้ดีและไวยิ่งขึ้น ซึ่งการเล่นพิเรนทร์ของผู้ใช้อาจเป็นผลจากการจงใจพัฒนาระบบทัชไอดีให้สามารถทำงานอย่างยืดหยุ่นทุกสถานการณ์
     
       จุดนี้แอปเปิลเคยระบุว่าได้นำทัชไอดีนำมาประยุกต์กับระบบอ่านลายนิ้วมือบนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่รองรับการปาดนิ้ว และที่ผ่านมา แอปเปิลพยายามปรับให้นิ้วที่มีการทาครีมโลชัน นิ้วที่ได้รับการผ่าตัด ซึ่งมีรายงานว่าแอปเปิลสามารถแก้ปัญหานี้ได้ระดับหนึ่ง การแก้ปัญหานี้อาจทำให้ระบบทัชไอดีของแอปเปิลสามารถรองรับการอ่านค่าลายผิวหนังบริเวณอื่นได้ดีกว่าระบบทั่วไป ทั้งจมูก หัวนม รวมถึงนิ้วหัวแม่เท้า หรือแม้แต่เจ้าโลกของคุณผู้ชาย
     
       หลายคนมองว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเรื่องของการบอกให้โลกรู้ว่ายักษ์ใหญ่อย่างแอปเปิลก็มีข้อบกพร่องที่ไม่ได้ศึกษาวิจัยให้ดีก่อนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใด ซึ่งวิธีรับมือกับเรื่องนี้ คือการถามตัวคุณเองว่าจะลองของแอปเปิลด้วยอวัยวะใดของคุณดี หากซื้อ iPhone 5S มาใช้งาน.
     
       >>>>>รู้หรือไม่>>>>>>
     
       ***กลุ่มผู้พิการทางสายตาในไทย ร้องแอปเปิลคืนเสียง “นาริสา” กลับมาใน iOS 7
     
       เว็บไซต์ macthai.com รายงานว่าผู้พิการทางสายตาในประเทศไทยกำลังพบกับปัญหาในการใช้งาน iOS 7 เนื่องจากแอปเปิลได้นำเสียงระบบ “นาริสา” ที่ผู้ใช้คุ้นเคยออกไปแล้วแทนที่ด้วยเสียงระบบ “Kanya for Thai users” ซึ่งเป็นเสียงที่ไม่มีคุณภาพและความชัดเจนเทียบเท่าระบบเสียงดั้งเดิม
     
       ที่ผ่านมา ไอโฟน ไอแพด และไอพ็อด จัดเป็นอุปกรณ์ไอทีที่มีผู้พิการนิยมใช้งานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยเหลือผู้พิการมากมายโดยเฉพาะกลุ่มผู้พิการทางสายตา วิธีการใช้งานหน้าจอเรียบแบนบนสมาร์ทโฟนของผู้พิการทางตาคือจะต้องแตะที่หน้าจอแล้วรอฟังเสียงที่พูดกลับมา (Voice Over) เพื่ออธิบายว่านี่คือปุ่มอะไร หน้าจออะไร รวมถึงการให้อ่านข่าว อ่านเว็บ อีเมล์ ข้อความอื่นๆ แบบอัตโนมัติ แต่ปัญหาคือผู้พิการทางสายตาในประเทศไทยกลุ่มหนึ่งไม่ได้รับความสะดวกจากการใช้งาน iOS 7 เนื่องจากการเปลี่ยนระบบเสียงอ่านใหม่ ซึ่งทำให้ผู้ใช้ไม่คุ้นเคย
     
       อาจารย์อิศวรา หนึ่งในผู้พิการทางสายตาและใช้สินค้าของแอปเปิลให้ความเห็นว่า หลายปีที่ผ่านมานี้ อาจารย์ชื่นชมแอปเปิลที่เห็นความสำคัญของผู้ใช้ในประเทศไทยโดยการเพิ่มเสียงพูดภาษาไทยมาด้วย เสียงของนาริสาช่วยอาจารย์ได้มากในการใช้ไอโฟนและไอแพด แต่เมื่อได้รู้ว่าแอปเปิลเลือกใช้เสียง Kanya ใน iOS 7 ทำให้อาจารย์ผิดหวังมาก เนื่องจากความชัดเจนและคุณภาพไม่สามารถเทียบกับนาริสาได้เลย
     
       "ฉันร้องขอให้แอปเปิลนำเสียงนาริสากลับมา”
     
       อาจารย์อิศวราหรือ @nupomme เป็นหนึ่งในผู้พิการทางสายตาในไทย ที่ใช้เทคโนโลยีครบถ้วนได้อย่างคนปกติ ไม่ว่าจะเป็น Twitter, Facebook หรือแม้แต่การเขียนบล็อก โดยกลุ่มผู้พิการทางสายตาในไทยได้ตั้งแคมเปญในเว็บ Change.org เพื่อเรียกร้องให้แอปเปิลนำเสียงนาริสากลับมาบน iOS อีกครั้ง ผู้สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอเรื่องนี้ต่อแอปเปิล ด้วยการร่วมลงชื่อ “เห็นด้วย” กับแคมเปญ “Apple Inc.,accessibility@apple.com: Make the Thai TTS of VoiceOver a Higher Quality“ ที่นี่
     
       ***สื่อชม iOS 7 ปรับใหม่รองรับธุรกิจยิ่งขึ้น
     
       iOS 7 ได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่ปรับโฉมระบบรักษาความปลอดภัยครั้งใหญ่สำหรับการนำไอโฟนหรือไอแพดไปใช้ในการทำงานกับองค์กร ซึ่งครั้งนี้ iOS 7 ทำให้ฝ่ายไอทีขององค์กรสามารถจัดการอุปกรณ์ iOS ของพนักงานไม่ให้เกิดวิกฤติข้อมูลรั่วไหลได้แบบเต็มที่ เรียกว่าปูทางสะดวกให้องค์กรทั่วโลกซื้อไอโฟนหรือไอแพดให้พนักงานใช้ขณะเดินทาง
     
       ตัวอย่างเช่นหากบริษัท ก. แจกไอแพดให้พนักงานขายนำไปใช้เปิดระบบงานของบริษัทเมื่อต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ฝ่ายไอทีของบริษัทนั้นสามารถใช้โปรแกรมพิเศษบล็อกไม่ให้พนักงานเปลี่ยนแปลงหรือลบชื่อบัญชีด้วยไอแพดนั้นได้ เนื่องจากมีโอกาสที่ไอแพดเครื่องนั้นจะถูกขโมยและปั่นป่วนระบบ นอกจากนี้ ฝ่ายไอทีสามารถควบคุมการตั้งค่าอุปกรณ์ของเครื่อง เช่น การเปลี่ยนพื้นหลัง wallpaper, การปิดคุณสมบัติแชร์อินเทอร์เน็ต personal hotspot, การเรียกดูประวัติการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าย้อนหลัง รวมถึงสามารถปิดระบบ ad tracking หรือระบบติดตามพฤติกรรมผู้ใช้ของโฆษณาต่างๆ
     
       การจัดการเหล่านี้เรียกว่า Mobile Device Management หรือ MDM ซึ่งแม้จะเป็นกระบวนการที่ถูกคิดค้นโดยแบล็กเบอรี่ แต่ต้องยอมรับว่าธุรกิจ MDM นั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยแอปเปิล เนื่องจากแอปเปิลเป็นผู้ปฏิวัติชุดคำสั่ง Blackberry API แล้วลงมือเปิดกว้างให้ชุดคำสั่งนั้นสามารถทำงานร่วมกับระบบโซลูชันส์จัดการงานไอทีของบริษัทอื่นๆได้อย่างเสรี ผลลัพท์ที่ตามมาคือบริษัทรายอื่นหรือ third party สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจระบบจัดการอุปกรณ์พกพาในองค์กร ซึ่งต้องใช้ระบบจัดการ MDM เหล่านี้เพื่อป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลเมื่อเกิดเหตุพนักงานทำอุปกรณ์หายหรือถูกโจรกรรม



ที่มา http://www.manager.co.th

ลือผู้ถือหุ้นไมโครซอฟท์เล็งเด้ง “บิล เกตส์” ออกจากประธานบริษัท


"บิล เกตส์" อาจถูกเด้งออกจากไมโครซอฟท์



       สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าวในบริษัทไมโครซอฟท์ ว่าผู้ถือหุ้นไมโครซอฟท์กำลังพยายามเด้งผู้ก่อตั้งอย่างบิล เกตส์ (Bill Gates) ให้พ้นจากตำแหน่งประธานบริษัท ทำให้นักสังเกตการณ์เชื่อว่ายุคอวสานพีซีอาจเริ่มขึ้นโดยไร้เงาผู้มีอิทธิพลในยุคเก่าอย่างบิล เกตส์ และสตีฟ บอลเมอร์
      
       รายงานจากรอยเตอร์ระบุว่า 3 ผู้ถือหุ้นหลักซึ่งครองหุ้นจำนวนกว่า 5% ของไมโครซอฟท์กำลังร่วมกันล็อบบี้หรือหว่านล้อมให้บอร์ดบริหารไมโครซอฟท์ปลดบิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ออกจากตำแหน่งประธานบริษัท ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญในช่วงที่ซีอีโอสตีฟ บอลเมอร์ (Steve Ballmer) ซึ่งอยู่ใต้ชายคาไมโครซอฟท์มานานหลายสิบปีกำลังเตรียมลาตำแหน่งในปีหน้าเช่นกัน
      
       รายงานของรอยเตอร์ไม่ระบุชื่อผู้ถือหุ้นไมโครซอฟท์ โดยรายงานเพียงว่า ทั้งหมดมีความกังวลว่าเกตส์จะใช้อิทธิพลในฐานะประธานบริษัทอย่างไม่เหมาะสมในการเลือกซีอีโอไมโครซอฟท์คนใหม่ ซึ่งปัจจุบันเกตส์ถือหุ้นไมโครซอฟท์ 4.5% เท่านั้น
      
       ความกังวลเหล่านี้มีน้ำหนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ บิล เกตส์เปิดหมวกลาไมโครซอฟท์โดยวางตัวมือดีอย่างเรย์ ออสซี (Ray Ozzie) อีกหนึ่งอัจฉริยะผู้เกิดปีเดียวกันกับเกตส์แต่ไม่สามารถนำพาไมโครซอฟท์ให้สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมได้โดดเด่นเท่าที่ควร ทั้งหมดนี้มีโอกาสสูงที่เกตส์จะหว่านล้อมผู้ถือหุ้นเก่าแก่ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นให้เลือกซีอีโอคนใหม่แทนบอลเมอร์ในวิธีการเดียวกัน จุดนี้ทำให้นักลงทุนมีความกังวลว่าเกตส์ซึ่งเป็นผู้นำอาวุโสของไมโครซอฟท์จะมีอิทธิพลต่อบริษัทมากเกินไป
      
       หากรายงานของรอยเตอร์เป็นความจริง ไมโครซอฟท์จะถูกจับตาในฐานะยักษ์ใหญ่ที่ถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทแบบหมดจด โดยรากแก้วอำนาจที่เคยมีอยู่นั้นถูกกำจัดออกไปอย่างสิ้นเชิง เท่ากับไมโครซอฟท์ยุคใหม่จะไร้เงาทั้งผู้ก่อตั้งอย่างเกตส์และเพื่อนซี้อย่างบอลเมอร์
      
       อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของไมโครซอฟท์ในแง่ดีต่อนักลงทุน เนื่องจากบริษัทมหาชนทุกรายควรจะเคารพต่อสิทธิในการออกเสียงของนักลงทุนด้วย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญ



ที่มา http://www.manager.co.th

สัณญาณมือถือไทยป่วนลาว กสทช.บีบดีแทคลดกำลังส่ง






พล.อ.ต.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจิรญ รองเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าประชุมคณะกรรมการร่วมทางเทคนิคว่าด้วยการประสานและจัดสรรความถี่วิทยุตามบริเวณชายแดนไทย-ลาว (Joint Technical Committee on Coordination and Assignment of Frequencies ailog Thailand - Laos common Border: JTC) ครั้งที่ 4  ณ.เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  โดยที่ประชุมมีการหารือในประเด็นปัญหาคลื่นความถี่ที่รบกวนกันระหว่างสองประเทศบริเวณตามแนวชายแดน ซึ่งส่งผลทำให้คุณภาพการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้อยลง
                  ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวเกิดจากคลื่นความถี่ของ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด หรือ ดีแทค ในย่าน 850 MHz มีกำลังส่งมากเกินไปในบริเวณจ.อุดรธานี และจ.หนองคาย ส่งผลทำให้ผู้ใช้บริการในประเทศลาวถูกรบกวน โดยปัจจุบันผู้ประกอบการในลาวคือบริษัท เอ็นเตอร์ไพซ์ ออฟ เทเลคอมมูนิเคชั่น ลาว จำกัด (มหาชน)หรืออีทีแอล ที่ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz  โดยปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมานานกว่า 2 ปีแล้วส่งผลทำให้ลูกค้าที่ใช้บริการของ อีทีแอล ย้ายออกจากระบบไปกว่าครึ่ง
                 ดังนั้น กสทช.จึงได้มีการหารือกับทางดีแทคถึงปัญหาดังกล่าวแล้ว ซึ่งทางดีแทคพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีการลดกำลังส่งสัญญาณลง โดยการพยายามให้การส่งคลื่นไม่เกินครึ่งหนึ่งของแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างสองประเทศ แต่การแก้ไขดังกล่าวก็จะส่งผลต่อสัญญาณในประเทศไทยที่ลดประสิทธิภาพลงของดีแทคตามไปด้วยโดยเฉพาะบริเวณที่เกิดปัญหาตามชายแดน
                    ส่วนปัญหาค่าบริการข้ามแดนอัตโนมัติระหว่างประเทศ(โรมมิ่ง)ที่ผู้ใช้ทั้งสองประเทศถูกคิดบริการสูงกว่าปกติ  มีการเสนอให้ทั้งสองประเทศควรปิดการใช้งานเชื่อมต่อโครงข่ายอัตโนมัติ โดยให้เลือกการตั้งค่าโครงข่ายด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเปิดใช้โรมมิ่งโดยไม่ตั้งใจอีก







ที่มา http://www.naewna.com

บอร์ดกสท.อนุมัติให้ไลเซ่นส์กองทัพ หากยอมให้ช่อง7ยุติออกอากาศ




บอร์ดกสท.อนุมัติให้ไลเซ่นส์กองทัพ
หากยอมให้ช่อง7ยุติออกอากาศ
ทีวีระบบ “อนาล็อก”ภายใน5ปี
พันเอกนที ศุกลรัตน์ รองประธาน กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธาน กรรมการกิจการกระจายเสียง  กิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสท.เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2556 ได้พิจารณาเรื่องการยุติสัญญาสัมปทานก่อนกำหนดของ กองทัพบก(ช่อง5) ผู้ให้สัมปทาน และบริษัท กรุงเทพและวิทยุโทรทัศน์ จำกัด ในฐานะผู้ได้รับสัมปทานให้ดำเนินการประกอบธุรกิจโทรทัศน์ในนาม โทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7
                 ในการนี้  กสท.จะให้สำนักงาน กสทช.ส่งหนังสือไปยัง กองทัพบก เห็นควรกำหนดระยะเวลาการถือครองคลื่นความถี่ และยุติสัญญาสัมปทานก่อนกำหนด เพื่อยุติการส่งสัญญาโทรทัศน์ระบบอนาล็อก(ระบบปัจจุบัน)ภายใน 5 ปี (ภายในปี 2561ทั้งนี้สัมปทานช่อง7 เหลือเวลาอีก 10 ปี หรือสิ้นสุดในปี 2566)
                   โดยบอร์ด กสทช. ได้พิจารณามอบการออกใบอนุญาตการประกอบกิจการโทรทัศน์สำหรับการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล หรือ MUX แก่กองทัพบก เพิ่มเติมอีก 1 โครงข่าย ที่ให้บริการในระดับชาติ เป็นระยะเวลา 15 ปี ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ.255 และประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตเพิ่มเติมในส่วนการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ประเภทที่ใช้คลื่นความถี่ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล
                “หากช่อง 7  ยังต้องการดำเนินธุรกิจในระบบอนาล็อกต่อไป ก็ยังคงสิทธิดำเนินต่อไปได้จนหมดอายุสัมปทาน ซึ่ง เรามั่นใจว่า จะยุติระบบอนาล็อกได้อย่างน้อย 6 ปี เมื่อเมื่อทีวีระบบดิจิตอลเกิดขี้น จำนวนผู้ชมในระบบอนาล็อกอาจลดลงอย่างต่อเนื่อง จนผู้รับสัมปทานในปัจจุบันต้องการยกเลิกสัมปทานก่อนกำหนด เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายในการออกอากาศทั้งในระบบดิจิตอล และระบบอนาล็อก ยอมรับว่ากองทัพบกเป็นช่องที่ให้ความร่วมมือดีที่สุดต่อการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้” พันเอกนที กล่าว
                ทั้งนี้ หากแนวทางในการคืนคลื่นความถี่เป็นไปตามที่ กสท. คาดการณ์ไว้ แผนการยุติการออกสัญญาณโทรทัศน์ในระบบอนาล็อกก็จะสามารถประกาศได้ราวต้นปี 2557 ขณะเดียว ยังเหลือการพิจารณาสัญญาสัมปทานระหว่าง อสมท จำกัด (มหาชน) และบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโทรทัศน์สีช่อง 3 คาดว่าน่าจะสรุปผลได้ในเดือน ตุลาคม2556นี้ โดยแนวโน้มมีลักษณะเป็นเช่นเดียวกับช่อง 7 ขณะเดียวกัน กสท. ก็จะใช้วิธีการในการเจรจากับ อสมท ในการยกเลิกสัมปทานก่อนกำหนดเช่นกัน







ที่มา http://www.naewna.com

กูเกิลปรับระบบอัลกอริธึมใหญ่ในรอบ 3 ปี






อามิต สิงหัล (Amit Singhal) รองประธานอาวุโส ผลิตภัณฑ์กูเกิลเสิร์ช
       ยักษ์ใหญ่บริการเสิร์ชเอนจิ้นอันดับ 1 ของโลกอย่างกูเกิล (Google) ประกาศว่าได้อัปเกรดระบบคำนวณเพื่อแสดงข้อมูลตามคำขอหรืออัลกอริธึม (algorithm) ครั้งใหญ่ในรอบ 3 ปี โดยอัลกอริธึมใหม่จะมีผลกับการค้นหาบนกูเกิลมากกว่า 90% ท่ามกลางคำการันตีจากกูเกิลว่าระบบใหม่จะนำไปสู่การค้นหาข้อมูลที่อัจฉริยะยิ่งขึ้น
      
       อัลกอริธึมใหม่ของกูเกิลนั้นมีชื่อรหัสว่าฮัมมิ่งเบิร์ด (Hummingbird) แม้กูเกิลจะเริ่มใช้งานอัลกอริธึมใหม่มานานกว่า 1 เดือนแล้ว แต่กูเกิลเพิ่งประกาศเรื่องราวของฮัมมิ่งเบิร์ดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา (ตรงกับ 27 กันยายนในประเทศไทย) อย่างไรก็ตาม กูเกิลไม่ได้ให้รายละเอียดของฮัมมิ่งเบิร์ดแบบเจาะลึก โดยกล่าวเพียงว่าฮัมมิ่งเบิร์ดจะเป็นประโยชน์ต่อการค้นหาในคำขอที่ซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าเดิม
      
       กูเกิลระบุว่า อัลกอริธึมใหม่นั้นมีความสำคัญมาก เพราะผู้ใช้กูเกิลทุกวันนี้คาดหวังจะได้รับประสบการณ์ที่เป็นธรรมชาติหรือแม้แต่บทสนทนาอินเทอร์แอคทีฟจากเสิร์ชเอนจิ้น เช่นการใช้เสียงในการเสิร์ชผ่านสมาร์ทโฟน, สมาร์ทว็อทช์ และอุปกรณ์ไอทีสวมใส่ได้อื่นๆ
      
       ฮัมมิ่งเบิร์ดนั้นถูกออกแบบมาให้ความสำคัญกับการจัดดัชนีข้อมูลที่อิงบนฐานความเข้าใจคำเสิร์ชซึ่งอัจฉริยะกว่าเดิม ต่างจากอัลกอริธึมรุ่นก่อนหน้าอย่างคาเฟอีน (Caffeine) ซึ่งถูกออกแบบให้เน้นจัดอันดับดัชนีเว็บไซต์ที่ดีกว่าเท่านั้น
      
       อามิต สิงหัล (Amit Singhal) รองประธานอาวุโส ผลิตภัณฑ์กูเกิลเสิร์ช อธิบายว่าฮัมมิ่งเบิร์ดสามารถเข้าใจแนวคิดคำถามและความสัมพันธ์ระหว่างวลีมากกว่าคำคีย์เวิร์ดคำเดียว ความสามารถนี้เองที่จะนำไปสู่การโต้ตอบที่อัจฉริยะยิ่งขึ้น จุดนี้เป็นไปตามแนวคิดที่กูเกิลได้เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วในชื่อกราฟความรู้หรือ Knowledge Graph ซึ่งมีจุดประสงค์เรื่องการทำให้เสิร์ชเอนจิ้นโต้ตอบกับผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น
      
       ผู้บริหารกูเกิลยกตัวอย่างเรื่องการเสิร์ชภาพหอไอเฟลบนโทรศัพท์มือถือ โดยสาธิตการเอ่ยคำขอชมภาพ "Eiffel Tower" หลังภาพปรากฏ ผู้ใช้สามารถเอ่ยถามว่าหอไอเฟลสูงเท่าไร ซึ่งระบบของกูเกิลสามารถตอบกลับมาได้อย่างถูกต้อง โดยผู้ใช้สามารถโต้ตอบด้วยการถามหาภาพการก่อสร้างด้วยคำถามที่เป็นวลีธรรมชาติอย่าง "show me pictures of the construction" ซึ่งการสาธิตพบว่าระบบของกูเกิลบนอัลกอริธึมฮัมมิ่งเบิร์ดสามารถทำได้       
       อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเสิร์ชเอนจิ้นกลับมองว่าขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าฮัมมิ่งเบิร์ดจะปฏิวัติวงการเสิร์ชเอนจิ้นอย่างไร เรียกว่าทั้งหมดนี้ยังต้องใช้เวลาในการประเมินผลอีกระยะหนึ่ง
      
       การเปิดตัวฮัมมิ่งเบิร์ดนี้เกิดขึ้นที่งานประชุมสื่อมวลชนที่กูเกิลจัดขึ้นในโรงรถย่านซิลิกอนวัลเลย์ (Silicon Valley garage) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ก่อตั้งกูเกิลทั้งเซอร์เกย์ บริน (Sergei Brin) และแลร์รี่ เพจ (Larry Page) ปักหลักเพื่อพัฒนากูเกิลให้เป็นระบบค้นหาข้อมูลเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งล่าสุดกูเกิลได้เฉลิมฉลองไปด้วยการเปิดให้ผู้ใช้ได้ร่วมยินดีด้วยการเล่นเกมบนเว็บไซต์กูเกิล สามารถติดตามวิดีโอสาธิตการเล่นเกมฉลอง 15 ปีกูเกิลได้จากด้านล่าง
      
       


      
       งานนี้ กูเกิลยังประกาศอัปเดทแอปพลิเคชันกูเกิลบนระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) ของแอปเปิล รวมถึงการเพิ่มความสามารถให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลด้วยเสียงผ่านคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะได้สะดวก

ที่มา http://www.manager.co.th

จับตา พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ เส้นคั่นระหว่าง "เสรีภาพและความมั่นคง"



ปี 2550 ไทยได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อหวังจะนำมาใช้ปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ให้ได้ แต่ 6 ปีที่ผ่านมากฎหมายฉบับนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กำลังผลักดันให้มีการยกร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ขึ้นมา โดย "น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ" รัฐมนตรีไอซีที ให้เหตุผลว่า เพื่อให้ครอบคลุมรูปแบบการกระทำผิดจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กฎหมายเดิมไม่ครอบคลุม และสร้างสมดุลระหว่างสิทธิ์ในการแสดงความเห็น และสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว
"ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ควรได้รับการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง" รัฐมนตรีไอซีทีย้ำ โดยกระทรวงไอซีทีมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ยกร่างกฎหมายและนำไปประชาพิจารณ์แล้วหลายครั้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไขปรับปรุง คาดว่าจะนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาก่อนสิ้นปีนี้ 

สำหรับผู้สันทัดกรณีทั้งในแง่มุมกฎหมาย และวงการไอทีมองว่า ร่างกฎหมายใหม่ดูเหมือนจะสร้างปัญหามากกว่าเก่า 

"ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ" ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ และมีส่วนร่วมในการยกร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับแรก กล่าวว่า ร่างใหม่มีประเด็นที่ควรกังวลหลายข้อ อาทิ การกำหนดความผิดจาก "การเข้าถึงโดยมิชอบ" เดิมเข้าข่ายความผิดเฉพาะกรณีที่มีการเข้ารหัสในระบบ แต่ร่างฉบับใหม่ต่อให้ไม่มีการเข้ารหัสใครเข้าไปก็ผิดแล้ว ซึ่งทำให้เกิดปัญหากับการใช้งานประเภทเสิร์ชเอ็นจิ้น อาทิ กูเกิล หรือแม้แต่การเข้าไปในเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ 

"เวลาเราจะเข้าไปค้นหาเพื่อน เราต้องเสิร์ชและเข้าไปดูระบบของคนอื่นเพื่อดูว่าใช่เพื่อนเราหรือไม่ ถ้ากฎหมายใหม่เขียนไว้แบบนี้ทุกคนผิดหมด"

หรือการป้องกันเนื้อหาประเภทลามกอนาจาร ในร่างฉบับใหม่ใช้คำว่า "ครอบครอง" จึงครอบคลุมมากเกินไป ต่อไปถ้ามีการใช้แอปพลิเคชั่น "Line" ส่งภาพหรือข้อความที่เข้าข่ายลามกอนาจาร แค่กดรับไว้อ่านก็ผิดแล้ว มีโทษจำคุก 6 ปี เพราะคำว่าครอบครองครอบคลุมถึงการแคช การดิสเพลย์ การประมวลผล และทำให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) หรือโมบายโอเปอเรเตอร์เข้าข่ายความผิดเพราะถือว่าครอบครองด้วยเหมือนกัน เพราะต้องแคชข้อมูลก่อนส่งให้ลูกค้าปลายทาง

นอกจากนี้ "การทำสำเนา" ธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตก่อนส่งข้อมูลไปปลายทางต้องมีการทำสำเนาเก็บไว้ในเครื่อง และส่งต่อโดยผ่านเครือข่ายของ ISP ของผู้ส่งและผู้รับจึงมีผู้ต้องทำสำเนาข้อมูลไว้ 4 จุด ข้อมูลที่วิ่งอยู่ในท่อไม่มีทางรู้ว่าถูกหรือผิดกฎหมาย และจะมีการทำสำเนาไว้ตามทาง ถ้าเขียนกฎหมายไว้ให้การทำสำเนาผิดด้วยจะมีจำเลยเป็นสิบล้านคน

ขณะที่ปัญหาการปิดเว็บไซต์ ทางกระทรวงไอซีทีอ้างว่าจำนวนเว็บไซต์ผิดกฎหมายมีมาก ไม่สามารถรอให้รัฐมนตรีไอซีทีลงนามสั่งปิดก่อนเข้ากระบวนการศาลได้จึงให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่กระทรวงไอซีทีสั่งปิด และส่งให้ศาลออกคำสั่งปิดได้เลย ซึ่งอันตรายมาก หากปิดผิดเว็บไซต์ พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ทำให้ผู้ที่ได้ผลเสียหายฟ้องร้องเอาผิดพนักงานเจ้าหน้าที่ลำบาก เมื่อเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพควรมีกระบวนการที่รอบคอบ กลั่นกรองถึง 3 ขั้นตอนตามกฎหมายเดิมจะดีกว่า

"ปรเมศวร์ มินศิริ" ผู้บริหารเว็บไซต์กระปุกดอทคอม กล่าวว่า พ.ร.บ.คอมพ์ใหม่ เปิดให้ผู้ใช้กฎหมายมีสิทธิ์ตรวจสอบข้อมูลเต็มที่ เพื่อให้เกิดความมั่นคงของประเทศชาติให้มากที่สุด ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับที่ใช้อยู่เคยเกิดปัญหาเรื่องการนำมาตรา 14 (2) เกี่ยวกับการนำเข้าข้อมูลที่เป็นเท็จ และส่งผลถึงความปลอดภัยของประเทศมาใช้ โดยเมื่อ 3 ปีก่อนมีบุคคลที่โดนฟ้องเพียงแค่เขียนข้อความลงบนเว็บไซต์เท่านั้น

ดังนั้น หากต้องการออก พ.ร.บ.ใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหากฎหมายเดิมถือว่าแก้ไขไม่ตรงจุด และควรนำไปปรับแก้ใหม่ก่อนที่จะประกาศใช้ เพื่อมอบความเป็นธรรมในการใช้งานแก่ผู้บริโภค ไม่มอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมายมากเกินไป

ขณะที่ "สมชาย หอมลออ" นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่มีความไม่ชอบธรรมอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องหลักสิทธิมนุษยชน ทุกคนมีสิทธิ์คิดหรือทำอะไรก็ตาม แต่ต้องอยู่ในกรอบที่ร่วมกันตั้งไว้ ไม่ให้เลยเถิดเกินไป ดังนั้น การเข้ามาจำกัดสิทธิมนุษยชนจำเป็นต้องดึงเอาหลักสิทธิเสรีภาพมาคำนวณด้วย แต่ทั้งนี้ตัวกรอบนั้นต้องจำกัดแค่เรื่องที่จำเป็น 

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ณ จุดเริ่มต้นการยกร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับแรกของประเทศ มีกฎหมายอีกฉบับที่มีการยกร่างมาคู่กันนั่นคือ "ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล" แต่ไม่เคยเสร็จสมบูรณ์ได้ออกมาเป็นกฎหมาย ด้วยเหตุผลมากมาย

"สุรางคณา วายุภาพ" ผู้อำนวยการ สพธอ. กล่าวถึงความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ที่สภาและคงใช้เวลาอีก 3 ปีกว่าจะออกมา เนื่องจากต้องเข้าสภาและผ่านวุฒิสภาอีกอาจใช้เวลาพอ กับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมายได้

"ปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในไทยเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง หากไม่มีโนว์ฮาวในการแก้ปัญหาก็ทำอะไรไม่ได้ ปลายปีนี้ สพธอ. อาจเข้าไปมีส่วนร่วมกับร่าง พ.ร.บ.นี้ และจะผลักดันให้เป็นนโยบายรัฐบาล"

"อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล" ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นกฎหมายอีกฉบับที่ยังมีปัญหา เพราะในรายละเอียดจะมอบอำนาจให้ฝ่ายรัฐมากเกินไป เพราะในอดีตข้อมูลของประชาชนจะอยู่ในมือรัฐเป็นหลัก เช่น ทะเบียนบ้าน และเลขบัตรประชาชน แต่ปัจจุบันข้อมูลอื่น ๆ เริ่มไปอยู่ในมือเอกชนมากขึ้น ภาครัฐจึงต้องการนำข้อมูลทั้งหมดมาอยู่ในมือ โดยเข้าไปเอาข้อมูลจากเอกชนผ่านการใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อประชาชน

ในฐานะประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูล และผู้ใช้อินเทอร์เน็ต มิอาจมองข้ามได้ เพราะได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ภาครัฐโดยกระทรวงไอซีทีเองก็ควรมีการสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง เนื่องจากกระทบคนส่วนใหญ่



ที่มา http://www.prachachat.net

ไอซีที สั่งตรวจสอบเว็บหนัง FREEMOVIE-HD หลังยอดประมูลใกล้ทะลุหลักล้านบาท




ไอซีที สั่งตรวจสอบเว็บหนัง FREEMOVIE-HD หลังยอดประมูลใกล้ทะลุหลักล้านบาท ชี้ได้ประโยชน์จากสินค้าลิขสิทธิ์ผิดกฎหมาย

วันนี้ กรณีสำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบเว็บหนังออนไลน์ชื่อดัง freemovie-hd ได้ลงประกาศผ่านเว็บไซต์ ว่ามีความประสงค์จะปล่อยเว็บให้กับผู้ที่สนใจรับไปดูแลต่อ โดยระบุให้แจ้งความประสงค์ผ่านทางอีเมล์ของผู้ดูแลเว็บ พร้อมบอกราคาที่ต้องการซื้อเข้ามาให้พิจารณา นั้น

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที เปิดเผยว่า ได้สั่งให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เข้าไปตรวจสอบข้อมูลเรื่องนี้แล้ว รวมทั้งจะประสานไปยังกระทรวงพาณิชย์ ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบกฎหมายเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ให้เข้ามาติดตามข้อมูลเรื่องนี้โดยตรง เพราะเว็บหนังออนไลน์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถือเป็นการทำผิดกฎหมายเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์อยู่แล้ว

การนำหนังที่มีลิขสิทธิ์มาเผยแพร่ต่อในเว็บไซต์ แม้จะไม่มีการเรียกเก็บค่าชมจากคนดู แต่เจ้าของเว็บไซต์ ก็ได้รับประโยชน์ตอบแทน โดยเฉพาะค่าตอบแทนโฆษณาที่มาติดต่อลงเว็บ ถือเป็นการได้รับประโยชน์ทางธุรกิจในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างชัดเจน

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมามีเว็บไซต์ และแฟนเพจในเฟซบุ๊กหลายแห่ง ถูกนำมาประกาศขายต่อ หลังจากที่เว็บไซต์หรือแฟนเพจเหล่านี้ เป็นที่รู้จักของคนจำนวนมาก แต่การจะนำของเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบันกลายสภาพเป็นสินค้าอย่างหนึ่ง ไปขายต่อเพื่อทำกำไร จะต้องดูด้วยว่า เงื่อนไขทางกฎหมายทำได้หรือไม่ โดยเฉพาะเนื้อหาในเว็บไซต์ของตนเอง ว่า ทำความผิดและเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งหรือไม่

แค่คุณเอาหนังที่มีลิขสิทธิ์ มาเผยแพร่ต่อ และได้รับประโยชน์จากโฆษณาที่มาติดต่อขอลงในเว็บ ก็ถือว่าผิดแล้ว แต่นี่จะมีการนำไปขายต่อให้กับคนอื่นอีก มันเป็นการทำผิดกฎหมายชัดเจน มันทำไม่ได้ ผมจะสั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้แน่นอน

ขณะที่ นาย ป. หนึ่งในบุคคลที่เข้าไปติดต่อขอรับทราบข้อมูลการประกาศเว็บหนังออนไลน์ชื่อดัง freemovie-hdnดังกล่าว เปิดเผยว่า ล่าสุดจากการส่งอีเมล์ไปสอบถามข้อมูลจากทีมงานเว็บ freemovie-hd ได้รับแจ้งว่า มีบุคคลหลายกลุ่มสนใจที่จะซื้อเว็บดังกล่าวต่อจำนวนมาก โดยเสนอราคาเข้ามาแข่งกัน จะใกล้จะทะลุตัวเลขหลักล้านบาทแล้ว

ขณะที่ทางเว็บไซต์มีกำหนดเส้นตายการเสนอราคาซื้อขายไว้ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

ข่าวโดย : สำนักข่าวอิศรา


ที่มา http://www.thaiseoboard.com

เปิดแอพช่วยผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์



ไมโครซอฟท์ จับมือ สสส.และการท่องเที่ยว เปิดตัว“วีล โก ราวด์” แอพพลิเคชั่นเผยแพร่สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้รถเข็น พร้อมเปิดให้บริการบนมือถือวินโดวส์โฟน กลางเดือนตุลาคมนี้
นางสาวศิริพร พัชรวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สนับสนุนการพัฒนาเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น“วีล โก ราวด์” (Wheel-go-round)ภายใต้ “โครงการเผยแพร่ข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้รถเข็น” ขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ใช้รถเข็นสามารถทราบและเข้าถึงข้อมูลการใช้รถเข็นและสามารถเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้น
ด้านนางสาวลิปดา จารุเธียร ตัวแทนเยาวชนกลุ่ม วีล โก ราวด์ กล่าวถึงที่มาของแอพพลิเคชั่นนี้ว่า เนื่องจากมีญาติที่ใช้วีลแชร์ พบปัญหาเรื่องการเดินทางอยู่บ่อยครั้ง จึงร่วมกับเพื่อนในทีมพัฒนาเว็บไซต์ฐานข้อมูลออนไลน์ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์ แต่ยังมีจุดอ่อนด้านการหาและส่งต่อข้อมูลการเข้าถึงสถานที่ต่างๆ ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จนได้รับการสนับสนุนจากไมโครซอฟท์ในการนำทีมไมโครซอฟท์ สติวเดนท์ พาร์ทเนอร์ (Microsoft Student Partners) มาช่วยพัฒนาเป็นแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มความสะดวกสำหรับผู้ใช้วีลแชร์มากขึ้น
ทั้งนี้แอพพลิเคชั่นวีล โก ราวด์ จะเปิดให้ดาวน์โหลดใช้ผ่าน วินโดวส์ สโตร์ ตั้งแต่กลางเดือน ตุลาคมนี้ ส่วนผู้ที่สนใจโครงการสามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซด์ www.wheelgoround.in.th




ที่มา http://www.dailynews.co.th


3ค่ายมือถือยอมลดค่าบริการ15%3 กสทช.ระบุแนวโน้มลงอีก

3ค่ายมือถือยอมลดค่าบริการ15%กสทช.ระบุแนวโน้มลงอีกโชว์ผู้ใช้3Gแตะ11ล้านเลข



นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้ทำการติดตามตรวจสอบและกำกับค่าบริการสำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่านความถี่ 2.1 GHz หรือ 3G บนคลื่น 2.1 GHz กับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด (AWN) บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด (DTN) หรือ TriNet และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด (RF) ตามเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม หมวด 3 เงื่อนไขเฉพาะสำหรับผู้รับใบอนุญาต ภาคผนวก ก ข้อ 7.5 ที่กำหนดให้ “ผู้รับใบอนุญาตจะต้องกำหนดอัตราค่าบริการให้เป็นธรรม สมเหตุสมผลและไม่เอาเปรียบผู้บริโภค
ทั้งนี้ กสทช.กำหนดให้บริการผู้รับใบอนุญาตทั้ง 3 ราย จะต้องกำหนดอัตราค่าบริการที่ลดลงโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้าของอัตราค่าบริการเฉลี่ยของบริการประเภทเสียง (voice) และบริการที่ไม่ใช่ประเภทเสียง (non-voice) ที่มีการให้บริการอยู่ในตลาด ณ วันที่ได้รับใบอนุญาต หรือ ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2555
โดยดำเนินการตรวจสอบเป็น 2 กรณี คือ กรณีนำรายการส่งเสริมการขายที่ปรากฏในตลาดปัจจุบัน (รายการส่งเสริมการขายเดิม) ไปใช้ให้บริการบนโครงข่ายย่าน2.1 GHz ที่ผู้ให้บริการจะต้องปรับลดอัตราค่าบริการลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 และรายการส่งเสริมการขายใหม่จะต้องกำหนดอัตราค่าบริการที่ลดลงโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของอัตราค่าบริการเฉลี่ยของบริการประเภทเสียง (voice) และบริการที่ไม่ใช่ประเภทเสียง (non-voice) ที่มีการให้บริการอยู่ในตลาด ณ วันที่ได้รับใบอนุญาต จะต้องปรับลดอัตราค่าบริการลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 เช่นกัน
เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ผลตรวจสอบพบว่าผู้รับใบอนุญาตทั้ง 3 ราย ลดลง 15% แล้ว มีแนวโน้มที่จะทยอยปรับลดอัตราค่าบริการลง โดยเน้นปรับลดอัตราค่าบริการประเภทเสียงและอินเตอร์เน็ต เป็นหลัก จะเห็นได้จากอัตราค่าบริการในเดือนสิงหาคม 2556 ประเภทบริการเสียงอยู่ระหว่าง 0.58-0.72 บาทต่อนาที ซึ่งลดลงโดยต่ำกว่าค่าบริการที่ต้องลดลง 0.82 บาทต่อนาที ประมาณ 10-27 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับอัตราค่าบริการอินเตอร์เน็ต ที่ผู้รับใบอนุญาตนำเสนออัตราค่าบริการอยู่ระหว่าง 0.15-026 บาทต่อMB โดยมีอัตราลดลงต่ำกว่าค่าบริการที่จะต้องลดลง 0.28 บาทต่อ MB ประมาณ 7-46 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ อัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ลดลง 15% นี้เฉพาะผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ใหม่บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้บริการอยู่ 11 ล้านเลขหมาย ในขณะที่ยอดผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยมีจำนวนสูงถึง 90 ล้านเลขหมาย โดยส่วนใหญ่ยังคงใช้บริการในระบบ 2G และ 3G เดิมก็จะไม่ได้รับส่วนลดในครั้งนี้ ในอนาคตถ้าโครงข่าย 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ครอบคลุมทั่วประเทศ เชื่อว่าจำนวนผู้ใช้บริการในระบบ 3G คลื่นความถี่ 2.1 GHz น่าจะเพิ่มขึ้น และประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์จากการปรับลด อัตราค่าบริการลง 15% ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งนี้สำนักงาน กสทช. อยากให้ประชาชนผู้ใช้บริการร่วมตรวจสอบคุณภาพสัญญาณและอัตราค่าบริการ 3G คลื่นความถี่ 2.1 GHz หากพบปัญหาในการใช้งาน หรืออัตราค่าบริการไม่เป็นธรรมในใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถร้องเรียนมาได้ที่ Call Center สำนักงาน กสทช. 1200 หรือ SMS 1200 หรือเว็บไซต์สำนักงาน กสทช.




ที่มา http://www.naewna.com

'ซัมซุง'เปิดตัวสมาร์ทวอทช์'กาแล็กซี่ เกียร์'



"ซัมซุง" ยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์เปิดตัวนาฬิกาอัจฉริยะหรือสมาร์ทวอทช์ "กาแล็กซี่ เกียร์" ซึ่งสามารถใช้โทรเข้า-โทรออก
หัวหน้าฝ่ายอุปกรณ์เคลื่อนที่ของซัมซุง "นายเจเค ชิน" กล่าวในงานมหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ "ไอเอฟเอ" ที่กรุงเบอร์ลินว่า กาแล็กซี่ เกียร์ จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของแฟชั่นใหม่ไปทั่วโลก
สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่นี้ใช้หน้าจอสัมผัสขนาดกว่า 4 เซนติเมตรหรือ 1.6 นิ้วในกรอบโลหะและสายรัดที่มีหลากสีสัน ตรงกันข้ามกันข่าวลือก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าจะใช้จอแบบยืดหยุ่นได้
ซัมซุงไม่ใช่บริษัทแรกที่เปิดตัวนาฬิกาข้อมือที่สามารถเชื่อมต่อผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายหรือ Wi-Fi ไปยังสมาร์ทโฟน แจ้งเตือนการโทรเข้า-โทรออก ข้อความ และอีเมล เนื่องจาก "คาสิโอ" "โซนี่" หรือ "เพบเบิ้ล" ต่างก็ผลิตนาฬิกาในลักษณะคล้ายคลึงกันไปก่อนหน้านี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม คู่แข่งรายสำคัญอย่าง "แอ๊ปเปิ้ล" ยังคงมีข่าวว่าจะเปิดตัว "ไอวอทช์" ขณะที่ "ไมโคซอฟท์" และ "กูเกิล" ไม่ได้เข้าร่วมงานไอเอฟเอในครั้งนี้ ทำให้ซัมซุงมีพื้นที่ในการสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี
อุปกรณ์ของซัมซุงทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้โทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องหยิบมือถือออกจากกระเป๋า เนื่องจากสมาร์ทวอทช์ดังกล่าวมีลำโพงและไมโครโฟนในตัว รวมถึงกล้องถ่ายรูปขนาดจิ๋วด้วย
ทั้งนี้ ซัมซุงจะเริ่มวางขายกาแล็กซี่ เกียร์ ในวันที่ 25 กันยายนนี้


ที่มา http://money.th.msn.com

"ซัมซุง"เตรียมเผยโฉม"สมาร์ทโฟนจอโค้ง"ตุลาคมนี้





ซัมซุง เปิดเผยในงานเปิดตัวกาแล็กซี โน้ต 3 ที่กรุงโซลว่า บริษัทจะเปิดตัวสมาร์ตโฟนที่มีหน้าจอโค้งเว้า โดยจะเป็นหน้าจอแบบ OLED (Organic Light Emitting Diodes) ซึ่งเป็นจอภาพที่มีลักษณะคล้ายแผ่นฟิล์ม ซึ่งมีส่วนประกอบเป็นสารอินทรีย์ที่สามารถเปล่งแสงเองได้เมื่อได้รับพลังงาน ไฟฟ้า

นาย ดี.เจ. ลี  ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การตลาดโทรศัพท์มือถือของซัมซุงเปิดเผยว่า บริษัทวางแผนที่จะเปิดตัวสมาร์ทโฟนหน้าจอแบบโค้งเว้าในเกาหลีใต้ ในเดือนตุลาคมนี้  แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม 

ในช่วงที่ผ่านมา เริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีหน้าจอโค้งเว้า เมื่อเดือนมกราคม ซัมซุงได้จัดแสดงสินค้าต้นแบบที่มีหน้าจอโค้งเว้าและงอได้ แต่หลายฝ่ายยังคงสงสัยว่า สินค้าที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจะสามารถผลิตเพื่อผู้บริโภคในวงกว้างด้วยราคา ที่สมเหตุสมผลได้อย่างไร 

นักวิเคราะห์จากบริษัทด้านการวิจัย ซีซีเอส อินไซต์ เปิดเผยว่า เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนจอโค้งอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของผู้บริโภคได้มาก นัก แต่จะช่วยซัมซุงในแง่ของความแตกต่างกับสินค้าตัวอื่นๆในตลาดที่ล้วนแต่เป็น เทคโนโลยีจอแบนธรรมดา

ซัมซุง และคู่แข่งอย่างแอลจี ต่างพยายามคิดค้นนวัตกรรมโทรทัศน์จอโค้ง โดยในวันนี้ แอลจีได้เปิดตัวทีวี OLED จอโค้ง ขนาด 55 นิ้วในประเทศอังกฤษ ขณะที่ซัมซุง เคยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีหน้าจอยืดหยุ่นได้เมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา และเมื่อไม่นานมานี้ ซัมซุงได้เปิดตัวนาฬิกาอัจฉริยะ "สมาร์ต เกียร์" ที่สามารถถ่ายรูปและบันทึกวิดีโอ หรือแม้กระทั่งใช้เป็นโทรศัพท์ และเช็คอีเมล์   

ทั้งนี้ ซีซีเอส อินไซต์คาดการณ์ว่าตลอดทั้งปี 2013 ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกจะอยู่ที่ราว 1,000 ล้านเครื่อง จากยอดขายโทรศัพท์มือถือทั่วโลกทั้งสิ้น 1,700 ล้านเครื่อง 





ที่มา  http://www.siamboard.net


iPhone ราคาถูก ถูกจริงแค่ 6,000 ...


จากกระแสและภาพหลุดของ iPhone low-cost หรือ iPhone ราคาถูก ทำให้ผู้ผลิตในประเทศจีนรายหนึ่งไม่รอช้าที่จะเกาะความสนใจของโทรศัพท์รุ่นดังกล่าวชิงตัดหน้า Apple ด้วยการลอกเลียนแบบผลิต iPhone ราคาถูก ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับข่าวลือขึ้นมาซึ่งวัสดุที่ใช้ผลิตหนีไม่พ้นพลาสติกอย่างแน่นอน พร้อมระบบปฏิบัติการ Androidตัวเครื่องประกอบไปด้วยซีพียู Snapdragon 600 Quad-Core ความเร็ว 1.7GHz, RAM 2GB, รัน Android 4.2.1 Jelly Bean, หน้าจอขนาด 4 นิ้ว ความละเอียด 1136 x 640 พิกเซล, กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล, กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล, แบตเตอรี่ความจุ 2300 mAh สามารถชาร์จไร้สายได้ด้วย

สำหรับ iPhone ราคาถูก แบรนด์จีนรุ่นนี้ได้เปิดสั่งจองแล้วผ่านหน้าเว็บไซต์ techdy.com ในราคา 199 เหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 6,000 บาท โดยจะเริ่มจัดส่งให้กับลูกค้าตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้เป็นต้นไป ซึ่งถ้าใครสนใจก็เข้าไปสั่งจองกันได้ ส่วนคุณภาพจะดีสู้ของจริงได้หรือไม่ก็แล้วแต่วิจารณญาณนะครับ ^^


ที่มา  http://www.arip.co.th

สเปคย่อมๆ Sony Xperia i1 Honami




หลังจากแจกจ่ายบัตรเชิญให้กับบรรดาสื่อมวลชนเพื่อมาทำข่าวของ Sony ในงาน IFA 2013 ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในวันที่ 4 กันยายนนี้ ซึ่งคาดว่าภายในการแถลงข่าวคงหนีไม่พ้นการเปิดตัว Sony Xperia i1 "Honami" มือถือที่เน้นการถ่ายภาพด้วยการเพิ่มคุณสมบัติจากกล้อง Cybershot มาไว้บนมือถือด้วย และแน่นอนเพื่อไม่เป็นการน้อยหน้ามือถือรุ่นอื่นๆ ในวันนี้เองเว็บไซต์ ePrice จึงได้มีการรายงานสเปคย่อมๆของ Sony Honami ออกมาเรียกน้ำย่อยกันล่วงหน้า




Sony Xperia i1 "Honami" มากับหน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียดของการแสดงผล 1080p ใช้เทคโนโลยี Triluminos กับ X-Reality ทำให้ภาพบนหน้าจอมือถือมีความคมชัดที่สุด กล้องหลักของเครื่องมาพร้อมกับ Sony Lens G เลนส์เกรดโปรที่อยู่บนกล้อง DSLR ช่วยให้ภาพถ่ายมีความสดใส คมชัด สีไม่เพี้ยน ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล และมีเซนเซอร์ Exmor RS ขนาด 1/2.3 นิ้ว รวมไปถึง BIONZ engine เทคโนโลยีการประมวลผลภาพเสมือนกล้อง DSLR ช่วยให้รายละเอียดของภาพคมชัด เป็นธรรมชาติ ส่วนของกล้องหน้ามีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พ่วงมากับเซนเซอร์ Exmor R

ส่วนที่ขาดไม่ได้คือซีพียูประมวลผลหลักเป็น Qualcomm Snapdragon 800 Quad-Core 2.2 GHz, RAM 2 GB, ความจุในเครื่อง 16 GB สนับสนุน NFC และ Wi-Fi และแบตเตอรี่ความจุ 3,000 mAh

เรียกได้ว่า Sony Xperia i1 "Honami" จัดเต็มจริงสำหรับเทคโนโลยีการถ่ายภาพ งานนี้ Nokia Lumia 1020 และ Samsung Galaxy S4 Zoom มีหนาวกันบ้างแล้วล่ะ ^^



ที่มา http://www.arip.co.th

เกล็ดความรู้ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550



เกล็ดความรู้ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550





พรบ. คอมพิวเตอร์ 2550 
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมาย ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ
“ข้อมูลคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
“ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น
“ผู้ให้บริการ” หมายความว่า
(๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
(๒) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
“ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑
ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
มาตรา ๕ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้น มิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๖ ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๗ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๙ ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๐ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๑ ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๑๒ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐
(๑) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นในทันทีหรือในภายหลัง และไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
(๒) เป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการบริการสาธารณะ หรือเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
ถ้าการกระทำความผิดตาม (๒) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี
มาตรา ๑๓ ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)(๒) (๓) หรือ (๔)
มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔
มาตรา ๑๖ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ
ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่ง เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่มีความผิด ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือ บุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย
มาตรา ๑๗ ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกราชอาณาจักรและ
(๑) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนไทย และรัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดได้เกิดขึ้นหรือผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ หรือ
(๒) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนต่างด้าว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเป็นผู้เสียหายและผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ
จะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักร
หมวด ๒
พนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๑๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด
(๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้
(๒) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
(๓) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๔) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่
(๕) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๖) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและสั่งให้บุคคลนั้นส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้
(๗) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับดังกล่าว
(๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิดและผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๙ การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำร้อง ทั้งนี้ คำร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและผู้กระทำความผิด เท่าที่สามารถจะระบุได้ ประกอบคำร้องด้วยในการพิจารณาคำร้องให้ศาลพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยเร็วเมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ก่อนดำเนินการตามคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำเนาบันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสำเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือ
ผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการดำเนินการตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) ส่งสำเนาบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนินการให้ศาลที่มีเขตอำนาจภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดำเนินกา เพื่อเป็นหลักฐานการทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา ๑๘ (๔) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจำเป็น การยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๘ (๘) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือแสดงการยึดหรืออายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยึดหรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจำเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือถอนการอายัดโดยพลัน หนังสือแสดงการยึดหรืออายัดตามวรรคห้าให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๐ ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามที่กำหนดไว้ในภาคสองลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้อง พร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการระงับการทำให้แพร่หลายนั้นเอง หรือสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้
มาตรา ๒๑ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดมีชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์รวมอยู่ด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอให้มีคำสั่งห้ามจำหน่ายหรือเผยแพร่ หรือสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นระงับการใช้ ทำลายหรือแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ มีไว้ในครอบครอง หรือเผยแพร่ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ดังกล่าวก็ได้ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคำสั่งที่มีผลทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่งอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขัดข้อง หรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือโดยประการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงทั้งนี้ เว้นแต่เป็นชุดคำสั่งที่มุ่งหมายในการป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ให้แก่บุคคลใดความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่
โดยมิชอบ หรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาลพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๔ ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๒๕ ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจมีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น
มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวัน แต่ไม่เกินหนึ่งปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้ ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการ นับตั้งแต่เริ่มใช้บริการและต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลง ความในวรรคหนึ่งจะใช้กับผู้ให้บริการประเภทใด อย่างไร และเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท
มาตรา ๒๗ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๒๐ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลตามมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาทและปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา ๒๘ การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ และมีคุณสมบัติตามที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือรับคำกล่าวโทษ และมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวนสอบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ บรรดาที่เป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐมนตรีมีอำนาจ ร่วมกันกำหนดระเบียบเกี่ยวกับแนวทางและวิธีปฏิบัติในการดำเนินการตามวรรคสอง
มาตรา ๓๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา




iPhone 5S อัพเดทข่าวล่าสุดกับ ป๋าเอก TechXcite วันนี้ไม่ได้มีแค่ภาพหลุด iPhone 5C



iPhone 5S อัพเดทข่าวล่าสุดกับ ป๋าเอก TechXcite วันนี้ไม่ได้มีแค่ภาพหลุด iPhone 5C แต่เพียงอย่างเดียวเพราะเรายังมีข่าวเกี่ยวกับ iPhone 5S หรือก็คือไอโฟนรุ่นท็อปตัวต่อไปจาก Apple มาให้ท่านได้เสพย์กันอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียว
โดยเว็บไซต์ nowhereelse เจ้าแห่งภาพหลุด iPhone ยุคนี้จากประเทศฝรั่งเศสได้โพสต์รูปที่เขาบอกมาว่าเป็นโมดุลกล้องหลัง iPhone 5S ซึ่งมีความแตกต่างจาก iPhone 5 ปัจจุบันตรงที่ว่าชิ้นส่วนแฟลช LED ของ iPhone 5S ได้ถูกแยกออกไปจากโมดุลอย่างชัดเจน (ผิดกับ iPhone 5 ที่เป็นชิ้นเดียวกันหมด) แน่นอนว่าถ้ามาตามเนื้อผ้าแบบนี้ก็ชัดเจนว่าที่ต้องแยกออกไปก็เป็นเพราะ iPhone 5S จะเลือกใช้งานแฟลชคู่ Dual LED Flash ที่ทรงพลังมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง
ทั้งนี้สำหรับกล้องหลังของ iPhone 5S เขาว่ากันว่าจะอัพเกรดความละเอียดเป็น 12 ล้านพิกเซลพร้อมความสามารถในการถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้นกว่าเดิม ยิ่งถ้ามาบวกกับแฟลชคู่อีกนะ (ถ้ามาจริง) รับรองว่าสมาร์ตโฟนกล้องเทพหลายยี่ห้อก็อาจจะได้ร้อนๆหนาวๆไปตามกัน
 ที่มาhttp://technology.impaqmsn.com

แว่นอัจฉริยะกูเกิล ไม่ทันวางขาย รัฐสภา-กาสิโน มะกันก็ชักผวาแล้ว


   
รอยเตอร์ – แม้เป็นเพียงเวอร์ชันทดลองและมีใช้สำหรับคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น แต่ “แว่นตาอัจฉริยะกูเกิล” หรือ “กูเกิล กลาส” (Google Glass) นวัตกรรมลูกผสมระหว่างคอมพิวเตอร์พกพากับแว่นตา ซึ่งสามารถบันทึกวิดีโอและเล่นเน็ตได้ นับเป็นแก็ดเจ็ตที่มาแรงที่สุดของปีนี้ เป็นที่เฝ้ารอคอยอย่างคลั่งไคล้ของพวกบ้าเทคโนโลยี แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้หลายฝ่ายกังวล ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภา กระทั่งถึงผู้ดำเนินการบ่อนกาสิโน เพราะมันอาจจะเป็นเครื่องมือในการละเมิดความเป็นส่วนตัวและกฎระเบียบควบคุมต่างๆ อย่างชนิดเกินกว่าจินตนาการได้
 
   หลายคนเชื่อว่า คอมพิวเตอร์แบบสวมได้ชนิดนี้ คือคลื่นลูกใหม่ในวงการเทคโนโลยี เช่นเดียวกับสมาร์ทโฟนที่วิวัฒนาการมาจากพีซี โดยขณะนี้แอปเปิลและซัมซุงกำลังคร่ำเคร่งพัฒนาเทคโนโลยีแบบสวมได้รูปแบบอื่นๆ อยู่เช่นกัน
 
   นับตั้งแต่ที่จัดส่ง แว่นกูเกิล เวอร์ชันทดลอง ให้นักพัฒนาไม่กี่พันคนที่ผ่านการคัดเลือกและจ่ายเงินค่าแว่น 1,500 ดอลลาร์ ไปทำการทดลอง ผู้ใช้แว่นตาไฮเทคนี้ก็ได้ถูกล้อเลียนจากรายการทีวี “แซตเทอร์เดย์ ไนต์ ไลฟ์” ไปจนถึงบล็อกยอดนิยมบางแห่ง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมบางคนกังวลว่า อาจมีคนนำแว่นนี้ไปใช้ในทางที่ผิด เนื่องจากสามารถบันทึกวิดีโอได้โดยที่เป้าหมายมีโอกาสรู้ตัวน้อยกว่าอุปกรณ์พกพาอื่นๆ
 
   แต่กูเกิลและผู้ทดลองใช้บางคนยืนยันว่า ความกังวลดังกล่าวเกินจริง เนื่องจากเมื่อมีการบันทึกวิดีโอจะมีแสงกะพริบให้คนถูกถ่ายรู้เช่นเดียวกับกล้องวิดีโอทั่วไป
 
   ผู้สวมแว่นกูเกิลหลายคนในงานประชุมนักพัฒนาบอกว่า พวกเขาต้องปิดอุปกรณ์นี้เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม เช่น ในห้องล็อกเกอร์ของสถานออกกำลังกาย ขณะที่ ไมเคิล อีแวนส์ นักพัฒนาเว็บจากวอชิงตัน ดี.ซี. ที่เข้าร่วมการประชุมด้วยบอกว่า เขาถอดแว่นกูเกิลเมื่อเข้าชมภาพยนตร์ ถึงแม้ในทางเป็นจริงแล้ว แว่นชนิดนี้ไม่เหมาะสำหรับบันทึกหนังยาวๆ ทว่า “ผมไม่อยากถูกไล่ออกจากโรงหนัง” เขากล่าว
 
   หน้าจออิเล็กทรอนิกส์ขนาดเท่าสแตมป์ที่กรอบซ้ายของแว่น ทำให้แว่นกูเกิลสามารถอัดวิดีโอ เข้าถึงอีเมล บอกทิศทางอย่างละเอียด และดึงข้อมูลจากเว็บด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สายกับโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้
 
   “คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเสียงวิจารณ์จากพวกที่กลัวการเปลี่ยนแปลง หรือพวกที่ไม่คิดว่าสังคมควรมีการปรับตัว” อิริก ชมิดต์ ประธานกรรมการกูเกิล กล่าวระหว่างการปาฐกถาที่วิทยาลัยบริหารรัฐกิจเคนเนดี้ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อเดือนที่แล้ว
 
   ชมิดต์ยอมรับว่า มีบางสถานที่ที่ไม่เหมาะแก่การสวมแว่นกูเกิล แต่เขาเชื่อว่า สังคมจะมีกฎกติกามารยาทใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาในอนาคต ขณะที่อัลเลน เฟิร์สเทนเบิร์ก ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีซึ่งอยู่ในที่ประชุมนักพัฒนาของกูเกิลด้วย มองว่า คงต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าที่ทุกฝ่ายจะรู้สึกสะดวกใจกับเทคโนโลยีใหม่นี้ และขณะนี้ไม่ควรด่วนสรุปว่า แว่นตากูเกิลเป็นสิ่งเลวร้าย
 
   นวัตกรรมเทคโนโลยีก่อนหน้านี้ เช่น โทรศัพท์มือถือและชุดหูฟังไร้สาย ก็เคยกระตุ้นความกังวลในช่วงแรกๆ แต่ปัจจุบันนวัตกรรมเหล่านี้อยู่ภายใต้กฎกติกามารยาทใหม่ เช่น ไม่ควรพูดโทรศัพท์เสียงดังขณะอยู่ในรถโดยสาร หรือ ควรปิดเสียงโทรศัพท์ขณะประชุม กระนั้นก็ตาม นวัตกรรมเช่นแว่นกูเกิลนี้ อย่างไรเสียก็คงจะไม่ได้รับการต้อนรับสำหรับบางสถานที่หรือบางคน
 
   ตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ดำเนินการสถานกาสิโน ซีซาร์ เอนเตอร์เทนเมนท์ ประกาศไม่อนุญาตให้สวมแว่นกูเกิลในห้องเสี่ยงโชคหรือห้องโชว์สินค้าของตน นอกจากนี้ เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไฟฟ์ พอยต์ คาเฟ่ใ นซีแอตเติล ยังเป็นบาร์แห่งแรกที่แบนแว่นกูเกิล โดยระบุว่า ต้องการปกป้องความเป็นส่วนตัวของลูกค้า
 
   หน่วยตรวจการณ์ทางหลวงของมลรัฐแคลิฟอร์เนียแสดงความเห็นว่า แม้ขณะนี้ไม่มีกฎหมายห้ามผู้ขับขี่สวมแว่นกูเกิลขณะขับรถในรัฐ แต่หากอุปกรณ์นี้ทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิ เจ้าหน้าที่อาจพิจารณาออกกฎหมายมาบังคับใช้
 
   ขณะเดียวกัน เมื่อวันพฤหัสบดี (16) ที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ 8 คนได้ส่งจดหมายถึง แลร์รี เพจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกูเกิล เพื่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับปัญหาความเป็นส่วนตัวจากการใช้แว่นตาไฮเทค เช่น แว่นกูเกิลสามารถจดจำใบหน้าได้หรือไม่
 
   เกี่ยวกับคำถามนี้ กูเกิลตอบว่า แว่นของบริษัทไม่มีเทคโนโลยีจดจำใบหน้า และบริษัทไม่มีแผนใส่เทคโนโลยีนี้ลงไปด้วย ยกเว้นแต่เมื่อมีมาตรการปกป้องความเป็นส่วนตัวที่เคร่งครัดขึ้นออกมาบังคับใช้แล้วเท่านั้น
 
   ในช่วงหนึ่งของการประชุมนานหนึ่งสัปดาห์เพื่อหารืออย่างเปิดกว้างเกี่ยวกับแว่นกูเกิล สมาชิกทีมพัฒนาได้ตอบคำถามเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า นัยและมารยาททางสังคมเป็นประเด็นหลักที่ทางทีมให้ความสำคัญระหว่างพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นเพียงเวอร์ชันทดลอง
 
   ความกังวลเกี่ยวกับแว่นกูเกิลบางส่วนอาจมาจากประวัติของกูเกิลเอง กล่าวคือเมื่อสามปีที่แล้ว บริษัทเปิดเผยว่า รถสตรีท วิว หรือรถที่ติดตั้งกล้องถ่ายภาพพาโนรามาสำหรับผลิตภัณฑ์กูเกิล แมปส์ ได้บันทึกข้อมูลส่วนตัว เช่น อีเมลและหน้าเว็บที่ส่งผ่านเครือข่ายไร้สายในบ้านที่ไม่มีการเข้ารหัสด้วย
 
   มาร์ก โรเซนเบิร์ก ผู้อำนวยการบริหารอิเล็กทรอนิก ไพรเวซี อินฟอร์เมชัน เซนเตอร์ กลุ่มไม่แสวงหากำไร ซึ่งมุ่งสนับสนุนเชิดชูเรื่องความเป็นส่วนตัว กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่มีผู้แสดงความวิตกกังวลมากที่สุดก็คือ กลัวกันว่าข้อมูลมากมายที่แว่นกูเกิลเก็บ ตั้งแต่เสียงและภาพ ไปจนถึงข้อมูลที่ตั้งของผู้ใช้ จะถูกส่งไปยังศูนย์ข้อมูลของกูเกิล.




ทีามา



 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2013. KIP Thai - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger