mas template
mas template
เนื้อหา ล่าสุด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

นครพนมว้าว! จับปลากระเบนน้ำโขง หนัก 200 กก.ได้




      นายวิทนะ กรุงเกต อายุ 42 ปี นักพัฒนาการท่องเที่ยว อบต.ท่าค้อ อ.เมือง จ.นครพนม ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า สามารถจับปลาฝา หรือ ปลากระเบนน้ำจืด ตัวใหญ่ยักษ์ น้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัม ได้ในแม่น้ำโขง จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ
เจ้าหน้าที่เดินทางไปทีบ้านของ นายไชยรัตน์ โสภา อายุ 40 ปี พบชาวบ้านยืนจับกลุ่มมุ่งดูปลากระเบนน้ำจืดยักษ์ พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์กัน โดยชาวบ้านสามารถจับได้ขณะออกไปหาปลา ลากอวนที่ริมฝั่งแม่โขง บริเวณหมู่บ้านท่าค้อ ก่อนจะพบปลากระเบนมาติดอวน
"ปลากระเบนน้ำจืด" หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "ปลาฝา" ที่ถูกจับได้ดังกล่าว มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร ปลายหางยาวกว่า 1 เมตร มีน้ำหนักตัวประมาณ 200 กิโลกรัม เป็นปลาขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านไม่เคยจับได้มากว่า 50 ปีแล้ว จึงได้ชำแหละขาย ราคากิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งชาวบ้านต่างพากันตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสกินเมนูที่ทำจากปลาฝา
นายประจักษ์ เจริญรัตน์ ประมงจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า สำหรับปลาที่ชาวบ้านจับได้เรียกท้องถิ่นว่า ปลาฝา หรือภาษาวิชาการประมงเรียกว่า ปลากระเบนน้ำจืด ถือว่าเป็นปลาน้ำจืดที่หายาก มีลักษณะคล้ายตะพาบ ตัวกลม มีหางแหลมและเป็นอาวุธที่อันตราย โดยธรรมชาติจะอาศัยอยู่ตามแม่น้ำทั่วไป ส่วนใหญ่จะชอบอาศัยอยู่ในน้ำลึก และเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่มาก ชาวบ้านนิยมรับประทาน เพราะมีรสชาติอร่อย ที่สำคัญกรมประมงเคยวิจัย สามารถนำมาเลี้ยงได้และเป็นปลาที่มีสมองโต เลี้ยงให้เชื่องได้ สำหรับสาเหตุที่จับได้อาจเป็นเพราะฤดูการเคลื่อนย้ายที่อยู่ของปลา อีกทั้งเป็นช่วงที่แม่น้ำโขงเพิ่มระดับสูง




ที่มา http://news.sanook.com/

เมนูเด็ดแมลงคึกคัก! ชาวอีสานจับทอดขายทำเงินริมทาง สนองความต้องการนักเดินทางที่นิยมเปิบแมลง พบแมลงทับปีกเขียวจานละ 100 บาท แพงที่สุดรังต่อหัวเสือ กองละ 200-500 บาท



วันนี้ (2 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครพนม ว่าช่วงปลายฝนต้นหนาว และเทศกาลออกพรรษาไหลเรือไฟ ระหว่างวันที่ 12-20 ตุลาคมนี้ ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวเริ่มคึกคัก นักท่องเที่ยวสัญจรเข้าสู่นครพนมมากขึ้น
ขณะที่ชาวบ้านตามรายทางถนนหลายสายต่างๆ นำของป่าหลากหลายชนิด เช่น เห็ดป่า หน่อไม้ป่า ที่หาได้จากป่าชุมชนใกล้หมู่บ้าน ตั้งซุ้มขายทำเงินกันอย่างคึกคัก แต่ละวันมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทต่อคน
ที่คึกคักที่สุด คือ ซุ้มริมทางถนนนครพนม-มุกดาหาร ช่วยรอยต่อ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ไปจ.มุกดาหาร นอกจากจะมีเห็ดป่าหลายชนิด วางขายกองละ 30-80 บาท ยังมีเมนูเด็ด คือ แมลงป่าหลายชนิดที่ชาวบ้านจับมาทอดขาย ซึ่งมีราคาแพงพอสมควร แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนผ่านทางที่นิยมกินแมลงทอด ต่างจอดรถแวะซื้อ อาทิ ตัวไหมนึ่งกองละ 50 บาท แมลงสะดิ้งกองละ 50 บาท
ส่วนแมลงที่หายาก เช่น แมลงคามทอดตัวสีดำมีเขา จานละ 100 บาท แมลงทับ จานละ 100 บาท และรังต่อหัวเสือ กองละ 200-500 บาท
นางวันดี หนูขวัญ แม่ค้ารายหนึ่งกล่าวว่า สินค้าที่มาวางจำหน่ายนั้น แม่ค้าจะรับซื้อจากชาวบ้านที่ออกหาของป่าในป่าชุมชน แล้วนำมาขายต่ออีกทอดหนึ่งส่วนราคาจะขึ้นกับของป่าว่าหายากหรือหาง่าย แพงที่สุดคือแมลงป่า จะขายกัน 100 บาทขึ้นไป ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่สัญจรผ่านทางนครพนม-มุกดาหาร
“ที่เรามีอาหารป่า แมลงป่ามาขาย ก็เพราะชาวบ้านแถบนี้จะอนุรักษ์ป่าชุมชน จึงทำให้มีอาหารป่าสมบูรณ์ พอถึงช่วงปลายฝนต้นหนาว ชาวบ้านก็จับมาเป็นรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว”





ที่มา : http://www.manager.co.th

นครพนม ถูกพายุ”หวู่ติ๊บ”กระหน่ำ ซัดเรือไฟเตรียมไหลโชว์วันออกพรรษายาวกว่า 100 เมตรหายไปกับน้ำโขง


เมื่อเวลา 07.00  น. วันที่ 1 ตุลาคม   ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าสถานการณ์พายุโซนร้อน  ที่พัดผ่านมาทางเวียดนามเข้าประเทศไทย ทาง จ.นครพนม เมื่อคืนที่ผ่านมา    ทำให้มีฝนตกหนักตลอดทั้งคืนว่า  เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ฝนได้หยุดตก  ท้องฟ้าแจ่มใส  ไม่ส่งผลกระทบต่อการเกิดน้ำท่วม เนื่องจากระดับน้ำโขงอยู่ที่ประมาณ 7 เมตร  ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกจำนวนมาก    โดยพบมีปริมาณฝนตกมากสุดที่ อ.ศรีสงคราม วัดได้ที่ประมาณ 180  มิลลิเมตร

 เบื้องต้นจากการตรวจสอบสภาพความเสียหายที่ได้รับจากผลกระทบ มีเพียงเรือไฟของชาวบ้าน อ.นาทม จ.นครพนม   ที่ชาวบ้านได้เร่งดำเนินก่อสร้างเตรียมไหลโชว์ในช่วงวันออกพรรษา  และเป็นเรือไฟไฮไลท์ในงานที่มีขนาดความยาวนับ 100 เมตร  สูงประมาณ 30 เมตร    ได้ถูกพายุฝนซัดหลุดหายออกจากริมฝั่ง  อยู่ระหว่างการตรวจสอบค้นหา  ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับความเสียหาย  โดยชาวบ้านจะต้องออกค้นหาโครงสร้างเรือไฟที่เหลือ เพื่อเร่งซ่อมแซมให้แล้วเสร็จทันงานออกพรรษา มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่าแสนบาท ส่วนพื้นที่อื่นๆ ยังไม่พบรายงานผลกระทบ







ที่มา : http://www.matichon.co.th

http://www.nkp2day.com/

ตร.จับแล้วมือฆ่าโหดชิงสร้อยหญิงชรา จ.เลย





ตร.เลย นำหมายศาลจับมือฆ่าโหดชิงสร้อยหญิงชรา ผู้ต้องหาสารภาพเสพยาบ้าก่อนลงมือ

พ.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ศิริพัฒธนภาค รองผู้บังคับการตำรวจจังหวัดเลย ร่วมกับ พ.ต.อ.ภุชงค์ ภัทรพงศ์สินธุ์ ผกก.สภ.เมืองเลย เปิดแถลงข่าวการจับกุมฆาตกรโหดที่ใช้มีดปลายแหลมแทง นางอำไพ ตำไพเลื่อน อายุ 59 ปี เสียชีวิต ที่หน้าบ้าน จ.เลย อยู่หน้าร้านขายของชำในหมู่บ้าน

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 จากการสืบสวนจนทราบถึงฆาตกรโหดรายนี้ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย พ.ต.อ.ภุชงค์ ภัทรพงศ์สินธุ์ ผกก. ร่วมด้วย พ.ต.ท.ณัฐกฤต คำวิเศษชัย รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.นัทยา ทองจันทร์ รอง ผกก.สส. พ.ต.ต.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ สวป.หัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวน และตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองเลย ได้ไปที่ หมู่ 6 บ้านวังโป่ง ต.ศรีสองรัก โดยนำหมายศาลทำการจับกุมตัว นายสุวรรณ ศรีมงคล อายุ 26 ปี ฆาตกรโหดรายนี้ พร้อมกับสร้อยคอทองคำที่ขาดติดมือมา และรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีแดง ทะเบียน กนว-177 เลย ยานพาหนะที่ขี่หลบหนี จากนั้นได้ควบคุมตัวไปทำแผนประกอบคำสารภาพ

นายสุวรรณ ศรีมงคล รับสารภาพว่า ในวันเกิดเหตุ นำรถไปเติมน้ำมันที่ร้านดังกล่าว แต่ไม่มีเงินให้ ตนก็บอก นางอำไพ ผู้ตาย ว่าจะไปยืมเงินเพื่อนมาให้ แต่ นางอำไพ เจ้าของร้านไม่ยอม ก่อนหน้ามาเติมน้ำมันตนได้เสพยาบ้าไปด้วย พอดีเห็นว่าสร้อยคอทองคำที่คอของผู้ตาย จึงกระชากจนสร้อยคอขาด และ นางอำไพ ได้ต่อสู้ ตนจึงใช้มีดปลายแหลม ที่ติดตัวมาแทงหลายครั้ง แล้ววิ่งมาที่รถจักรยานยนต์ขี่หลบหนีผ่านสนามโรงเรียนหลบหนีไป โดยมี นางอำไพ คำไพเลื่อน วิ่งตามมาล้มฟุบจมกองเลือด















ที่มา  http://www.innnews.co.th

ชาววัดเจดีย์ทองโวยน้ำท่วมครึ่งเดือนรัฐไม่แล





ชาววัดเจดีย์ทอง ปทุมธานี โวย น้ำท่วมมาครึ่งเดือน ยังไม่มีหน่วยงานมาช่วยเหลือ

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่นอกคันกันน้ำ บริเวณวัดเจดีย์ทอง ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ว่าได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม มานานกว่าครึ่งเดือน และยังไม่มีหน่วยงานของทางราชการเข้าไปช่วยเหลือ

จากการสอบถาม นายจีระศักดิ์ โกมลสิงห์ อายุ 54 ปี ชาว ต.คลองควาย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี กล่าวว่า น้ำได้ท่วมมาเป็นเวลาครึ่งเดือนแล้ว ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแล เนื่องจากบ้านของตนเองอยู่นอกถนนคันกันน้ำ และระดับน้ำจะขึ้นสูงมากในช่วงตอนเย็น และจะลดในเวลาเช้า สภาพในขณะนี้ได้ท่วมห้องนอนลูกสาวของตน ยังดีที่บ้านของตนยังมีชั้นสอง ลูกสาวจึงต้องย้ายของมานอนชั้นสอง เวลาเข้าออกบ้านก็ต้องอาศัยเรือ เนื่องจากน้ำได้ท่วมถนนเข้าออกแล้ว ชาวบ้านที่อาศัยอยู่กว่า 10 หลังคาเรือน ได้รับความเดือดร้อนมากจึงอยากร้องผ่านสื่อ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ



















ที่มา  http://www.innnews.co.th

อพยพวุ่นพนังกั้นน้ำวังทองแตกท่วมบ้าน





พิษณุโลก - อพยพวุ่น พนังกั้นน้ำวังทองแตก ท่วมบ้านเรือนประชาชนอย่างรวดเร็ว ระดับสูงเกือบ 1 เมตร

ชาวบ้านช่วยกันขนย้ายสัตว์เลี้ยง หมู ไก่ และสิ่งของในบ้านพักขึ้นสู่ที่สูง พนังกั้นริมแม่น้ำวังทอง บ้านทางลัดแตก น้ำจากแม่น้ำวังทองไหลเข้าท่วมพื้นที่หมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำสูง 1 เมตร ทหารกองทัพภาคที่ 3 และเจ้าหน้าที่กู้ภัยบูรพา กำลังช่วยเหลือชาวบ้านอพยพเป็นการเร่งด่วน โดยความแรงของกระแสน้ำในแม่น้ำวังทอง ได้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนประชาชน ที่บ้านทางลัด ม.5 ต.วังพิกุล พนังกั้นริมฝั่งแม่น้ำวังทองฝั่งซ้าย พังเป็นทางยาว ส่งผลให้น้ำจากแม่น้ำวังทองที่มีระดับสูงมาก ได้ไหลเข้าสู่พื้นที่บ้านทางลัดอย่างรวดเร็ว สร้างความโกลาหลให้กับประชาชนบ้านทางลัดอย่างมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ติดกับแม่น้ำวังทอง ระดับน้ำได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และไหลเข้าท่วมบ้านประชาชนในระดับสูงเกือบ 1 เมตร ชาวบ้านต้องช่วยกันขนย้ายสิ่งของภายในบ้านพักขึ้นมาริมถนนและชั้นสองของบ้านพัก เป็นการเร่งด่วน

นอกจากนี้ ยังมีฟาร์มหมูของ นายวิรัตน์ มั่นสายทอง อายุ 40 ปี เลขที่ 99 ม.5 บ้านทางลัด ต.วังพิกุล ที่อยู่ติดกับแม่น้ำวังทอง ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และลูกหมู จำนวน 100 ตัว ที่ต่างปีนป่ายขึ้นบนหลังคา ร้องส่งเสียงดัง ชาวบ้านได้ระดมแรงช่วยกันขนย้ายหมูขึ้นสู่ที่สูง ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก















ที่มา  http://www.innnews.co.th

นอภ.ปากช่องยันน้ำยังไม่ท่วมเที่ยวได้ตลอด





นายอำเภอปากช่อง ยัน น้ำยังไม่ท่วม มาเที่ยวได้ตลอด ระบุ พายุหวู่ติ๊บเข้าอีสานกลางไปอีสานเหนือ 

นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ นายอำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงสถานการณ์น้ำท่วม ว่า ในขณะนี้พื้นที่ปากช่องยังไม่ประสบกับภาวะน้ำท่วมแต่อย่างใด ที่ผ่านมาเป็นในลักษณะน้ำท่วมผ่าน ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็กลับสู่ภาวะปกติ ส่วนที่ป้องกันสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา ประกาศพื้นที่ อ.ปากช่อง เป็น 1 ใน 20 อำเภอ ภัยพิบัตินั้น เพราะทางราชการจะได้มอบเงินช่วยเหลือประชาชนจากกรณีน้ำหลาก จากเขาใหญ่ เมื่อสัปดาห์ก่อน

ทั้งนี้ ยืนยันได้ว่า อ.ปากช่อง ยังไม่ประสบน้ำท่วมแน่นอน ประชาชนหรือนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเที่ยวได้ ทั้งเส้นทางถนนมิตรภาพ และเส้นถนนผ่านศึกกุดคล้า ยังไม่มีน้ำท่วมขังแต่อย่างใด สำหรับอิทธิพลของพายุหวู่ติ๊บนั้น จากการประเมินล่าสุด จะเข้าทางอีสานกลาง แล้วค่อนไปยังทางอีสานเหนือ ซึ่งทำให้ จ.นครราชสีมา ได้รับผลกระทบไม่มาก แต่ทาง อ.ปากช่อง ได้มีการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อยู่แล้ว



















ที่มา  http://www.innnews.co.th

อุตุฯเตือนฉ.5พายุ'หวู่ติ๊บ'เข้าเวียดนาม1ต.ค.




ประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาพายุ "หวู่ติ๊บ" ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 28 กันยายน 2556

เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ (28 ก.ย. 56) พายุโซนร้อน "หวู่ติ๊บ" (WUTIP) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 600 กิโลเมตร ทางตะวันออกของเมืองเว้ (HUE) ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 16.7 องศาเหนือ ลองจิจูด 114.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากนั้นจะเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนตัวไปทางเหนือมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามตอนบน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ ด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง

อนึ่ง ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลาง และภาคตะวันออก ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณ จ.ลพบุรี สระบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และ ตราด จึงขอให้ประชาชนในบริเวณ ดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในระยะนี้ไว้ด้วย


















ที่มา  http://www.innnews.co.th

อุตุเตือนอีสาน,ตอ.ฝนตกหนัก-กทม.ร้อยละ70




กรมอุตุฯ เตือน อีสาน-ตะวันออก ระวังฝนตกหนักในระยะนี้ กทม. เมฆมาก ฝนร้อยละ 70 ของพื้นที่

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ลักษณะอากาศทั่วไป เมื่อเวลา 16.00 น. ว่า พายุโซนร้อน "หวู่ติ๊บ" (WUTIP) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 600 กิโลเมตร ทางตะวันออกของเมืองเว้ (HUE) ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 16.7 องศาเหนือ ลองจิจูด 114.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

จากนั้นจะเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนตัวไปทางเหนือมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามตอนบน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง

อนึ่ง ร่องมรสุมพาดผ่านภาคกลาง และภาคตะวันออก ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณ จังหวัดลพบุรี สระบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และตราด จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในระยะนี้ไว้ด้วย

สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตั้งแต่เวลา 17.00 น. วันนี้ - 17.00 น. พรุ่งนี้ มีเมฆมาก โอกาสมีฝนตก ร้อยละ 70 อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ช.ม.















ที่มา  http://www.innnews.co.th

วณิพกเป่าขลุ่ยขอทานเลี้ยงยาย จนเป็นลมตาย




คนพิจิตรขึ้นป้ายสี่แยกปลวกสูง อ.วชิรบารมี ไว้อาลัยวณิพกพเนจรเป่าขลุ่ยขอทานเลี้ยงยาย จนเป็นลมตาย
ที่บริเวณสี่แยกปลวกสูง อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร ซึ่งเป็นเส้นทางหลวงหมายเลข 117 นครสวรรค์-พิษณุโลก ตัดกับทางหลวงหมายเลข 115 กำแพงเพชร-พิจิตร ซึ่งที่บริเวณสี่แยกดังกล่าว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้ใช้เส้นทางและนักท่องเที่ยว ต่างคุ้นตากับภาพของ นายเปือย อายุ 51 ปี ซึ่งเป็นคนสติไม่สมประกอบ แต่มีความกตัญญู ใช้ชีวิตเป็นวณิพกพเนจร จะมายืนเป่าขลุ่ยเพื่อขอทาน และนำเงินที่ได้ไปเลี้ยงยาย และคนในครอบครัว ซึ่งมีฐานะยากจน แต่ปรากฏว่า เมื่อหลายวันที่ผ่านมา มีฝนตกหนัก นายเปือย ได้เดินขอทานแต่ไม่ได้เงินกินข้าว จึงเกิดเป็นลมตายกลางสี่แยก ซึ่งก็ถือว่าเป็นการตายปกติ
แต่สิ่งที่พบเห็นในวันนี้ คือ มีชาวบ้านและเพื่อนๆ ที่ขายพวงมาลัยอยู่สี่แยกปลวกสูง ต่างบอกตรงกันว่า วิญญาณของ นายเปือย วณิพกพเนจร มาเข้าฝันว่า ฝากให้ช่วยดูแลยายของตัวเองด้วย เพื่อนๆ และชาวบ้านจึงมีการทำป้ายไว้อาลัย มีข้อความว่า "ปิดตำนาน เปือย ปลวกสูง" ทำให้หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่า ถ้าเป็นคนดีแม้แต่เป็นขอทาน เมื่อตายไปยังมีคนทำป้ายไว้อาลัยกับความกตัญญูของขอทานรายนี้



ที่มา http://news.sanook.com/

สรยุทธ’ เฮ! ศาลปค. สั่งอสมทจ่ายบริษัทไร่ส้ม55ล.ใน90วัน

ศาลปกครองกลาง พิพากษาสั่งให้บริษัท อสมท จ่ายเงินค่าโฆษณาส่วนเกินคืน บริษัทไร่ส้ม กว่า 55 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยต้องชำระภายใน 90 วัน



ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาสั่งให้บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จ่ายเงินค่าโฆษณาส่วนเกินที่เรียกเก็บไปจากบริษัท ไร่ส้ม คืนให้บริษัท ไร่ส้ม เป็นจำนวนเงิน 55,777,019.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง โดยต้องชำระภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

ทั้งนี้ ศาลปกครองกลาง ได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามสัญญาร่วมดำเนินรายการโทรทัศน์ระหว่างสองบริษัท ต่างเข้าใจตรงกันว่ากรณีมีการโฆษณาเกินส่วนแบ่งเวลาตามข้อตกลง ต่างฝ่ายมีสิทธิ์ที่จะได้รับส่วนลด ร้อยละ 30 แต่ที่เป็นปัญหา คือมีการโต้งแย้งในวิธีการปฏิบัติ ซึ่งศาลเห็นว่า บริษัท อสมท ไม่มีวิธีการปฏิบัติเกี่ยวกับการแจ้งใบคิวโฆษณาที่เกินไว้ชัดเจน

แม้จะอ้างว่ามีระเบียบ และได้ใช้กับบริษัท ซีเนริโอ และ เอ็กแซ็กท์ แต่ระเบียบดังกล่าวก็เกิดขึ้นภายหลังจากที่เกิดปัญหากับบริษัท ไร่ส้ม ทั้งที่มีการโฆษณาเกินมาเป็นเวลานาน แต่ บริษัท อสมท กลับไม่ดำเนินการ อีกทั้งที่มีการระบุว่า เจ้าหน้าที่ของบริษัท อสมท มีส่วนร่วมทุจริตในเรื่องการจัดใบคิวโฆษณาเกินเวลา

ศาลก็เห็นว่าเป็นปัญหาภายในของบริษัท ซึ่งบริษัท อสมท มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องดูแลเรื่องดังกล่าวเป็นจำนวนมาก จึงเป็นได้ยากที่เจ้าหน้าที่จะแอบดำเนินการได้ ดังนั้น เมื่อมีข้อตกลงร่วมกัน บริษัท อสมท ก็ต้องให้ส่วนลด 30 เปอร์เซ็นต์ ให้กับบริษัท ไร่ส้ม และเมื่อบริษัท ไร่ส้ม จ่ายเงินแล้ว อสมท จึงต้องคืนเงินดังกล่าว










ที่มา  http://news.mthai.com

CMAC เผยตัวเลขการเสียชีวิตลดลงใน 8 ด.




ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา เผยตัวเลขผู้เสียชีวิตลดลงใน เดือน เหลือ 19 รายเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ในวันนี้ (26 ก.ย.) เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติกัมพูชา (CMAC) กล่าวรายงานสรุปผล ตัวเลขของอุบัติเหตุที่เกิดจากการทุ่นระเบิด ในช่วงระยะเวลา 8 เดือน พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เนื่องจาก จำนวนผู้เสียชีวิตลดลงไปจาก 26 ราย เหลือเพียง 19 รายเท่านั้น และจำนวนของผู้บาดเจ็บลดลงถึง 36% อีกด้วย
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนใหญ่สถานที่ที่มักจะเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ที่พบมากที่สุด คือ จังหวัดทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของบริเวณเขาพระวิหาร โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ศูนย์บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เคยให้ความร่วมมือในการกอบกู้ภารกิจ "เขาพระวิหาร" ร่วมกันเมื่อนานมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกัมพูชา เชื่อว่า ระบบความปลอดภัยสำหรับคนงาน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะเพิ่มมาตรการให้มีศักยภาพมากขึ้น ท่ามกลางความเอาใจใส่ร่วมกันของหลายประเทศ ที่ให้การสนับสนุนด้านความมั่นคงของประเทศ


ที่มา http://news.sanook.com

น้ำท่วมปราจีนบุรี 56 คลิปเปิดเผยสาเหตุ




(น้ำท่วมปราจีนบุรี ภาพจาก Thai PBS)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (25 ก.ย.) ที่สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย กลุ่มนักวิชาการ และภาคสังคมร่วมเสวนาเรื่องความไม่เหมาะสมของโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล รวมทั้งการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ โดยมีนักวิชาการและภาคสังคมมาร่วมเสนอความคิดเห็นอย่างคึกคัก
ขณะเดียวในโลกออนไลน์ก็ได้มีการแชร์คลิปวิดิโอจากงานเสวนาดังกล่าว ซึ่งเป็นคลิปของคุณดาริน คล่องอักขระ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ที่เปิดเผยถึงสาเหตุน้ำท่วมปราจีนบุรีในปี 2556 โดยมีใจความดังนี้
น้ำท่วมที่กบินทร์บุรี ท่วมหนักในรอบ 24 ปี ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ก็เลยไปดูกับอาจารย์เสรี (รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ) ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ปลายน้ำคือเมืองปราจีนบุรี กลางน้ำคือเมืองศรีมหาโพธิ์ และต้นน้ำคือที่กบินทร์บุรี ผลปรากฏว่ามีชาวบ้านวิ่งเข้ามาบอกให้อาจารย์เสรีช่วยหน่อยเขาปิดประตูระบายน้ำ เพราะประตูน้ำปิดทั้งหมดตั้งแต่ฝนตกลงมารวมประมาณ 200 มิลลิเมตร ปีที่แล้วตก 400 มิลลิเมตร สถานการณ์ต่างกันมากกับปีนี้
เมื่อเดินดูในทุ่งปรากฏว่าไม่มีน้ำเลยแห้ง ซึ่งข้าวบริเวณนั้นเป็นข้าวขึ้นน้ำหรือว่าข้าวฟางลอย ต้องการน้ำ 3 เมตร ตอนนี้มีน้ำอยู่ 50 เซนติเมตร แก้มลิงไม่มีน้ำเลยก็เพราะว่าปิดประตูน้ำหมด ก็ถามว่าทำไมถึงปิดประตูน้ำ น้ำก็เลยอั้นอยู่กบินทร์บุรี และบีบให้น้ำอยู่ในแม่น้ำเท่านั้น
ตอนนี้น้ำที่เมืองปราจีนบุรีก็ปริ่มจะล้นตลิ่งอยู่แล้ว พอบีบน้ำไปมาน้ำก็เลยแตกที่ศรีมหาโพธิ์ เข้าตัวเมืองท่วมตอนนี้กำลังหนักที่สุด พอคุณปลอดประสพมา ลองให้เปิดประตูสัก 30 เซนติเมตร ทำไมต้องลอง ท่านไม่ทราบหรือว่าพอเปิด 30 เซนติเมตรแล้วน้ำจะเข้าทุ่งที่ระดับเท่าไหร่ จะท่วมที่ระดับเท่าไหร่ ถามว่ากรมชลประทานไม่มีข้อมูลหรือ เชื่อว่ามี ทำไมต้องลอง แล้ววันนี้ก็ลองใหม่ ลองเปิดประตูอื่นอีก 30 เซนติเมตร เพราะชาวบ้านม็อบ และชาวบ้านทนไม่ไหว
จึงตั้งคำถามว่า แบบนี้จะเหมือนกับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ตอนนี้เรามีการต่อท่อแล้ว ตั้งคันหมดเลย และถึงเวลาก็ไม่เปิดประตูน้ำ แล้วก็จะทำให้แตกตรงนั้นตรงนี้รึเปล่า แล้วถ้าเขาจะถามในเวทีรับฟังที่ปราจีนบุรี แล้วจะตอบเขาอย่างไร ถ้าถามว่าที่ท่วมเพราะการบริหารจัดการ หรือว่าธรรมชาติกันแน่ ทำไมน้ำฝนปีที่แล้วมากกว่า 1 เท่าตัว ยังท่วมน้อยกว่านี้ เป็นสิ่งที่ชาวบ้านกำลังตั้งคำถาม
"ดิฉันเห็นแล้วว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นแน่ๆ อย่างที่รับฟังชาวบ้านปราจีนบุรีมา ชาวบ้านบอกว่าต้นน้ำที่กบินทร์หากเปิดประตูน้ำ ถามว่าข้างล่างไม่อยากให้น้ำไปหรือเปล่า ไม่ใช่เลย ชาวนาบอกเปิดมาเลยเพราะฉันข้าวฟางลอย เอามาหน่อยเถอะ ทำไมไม่เปิด กลายเป็นว่า ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ อยากได้น้ำแต่เปิดไม่ได้ มีข้อมูลในทางลับจากเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน อาจเป็นเพราะเกรงว่า เป็นการกระทำโดยพละการ ยังไม่ได้รับคำสั่ง ถูกฟ้องขึ้นมาเมื่อเปิดประตู แล้วน้ำไปท่วมบ้านใคร เขาฟ้องเจ้าหน้าที่ก็รับผิดชอบไม่ไหว ต้องรอผู้ว่าฯ รอ กบอ.สั่ง อ้าวอย่างแล้วนี้หมดนี่ต้องรอ กบอ.สั่งคนเดียวใช่ไหม ถ้าสร้างแล้วเกิดเหตุอย่างนี้แล้วใครรับผิดชอบทำอย่างไรกับชาวบ้านล่ะ" ดาริณ คล่องอักขระ





ที่มา http://news.sanook.com

อสมท. จ่อยื่นอุทธรรณ์ ศาลสั่งจ่ายเงิน บ.ไร่ส้ม 55.52 ล้าน



26 ก.ย. - น.ส.ทัศนาวดี ทองประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักเลขานุการบริษัท บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องชี้แจงกรณีคำพิพากษาคดีปกครองระหว่างบริษัท ไร่ส้ม จำกัด และ บมจ.อสมท ว่า ตามที่บริษัทไร่ส้มฟ้องคดีปกครอง บมจ.อสมท คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2551 เรียกให้ชำระเงิน 253,026,691.12 บาท (สองร้อยห้าสิบสามล้านสองหมื่นหกพันหกร้อยเก้าสิบเอ็ดบาทสิบสองสตางค์) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 215,199,633.76 บาท (สองร้อยสิบห้าล้านหนึ่งแสนเก้าหมื่นเก้าพันหกร้อยสามสิบสามบาทเจ็ดสิบหกสตางค์) นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. คืนค่าส่วนลดทางการค้าในอัตราร้อยละ 30 ของค่าโฆษณาส่วนที่เกินเวลาที่ บมจ.อสมท ได้รับจาก

บจก.ไร่ส้ม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จำนวน 49,035,267.12 บาท (สี่สิบเก้าล้านสามหมื่นห้าพันสองร้อยหกสิบเจ็ดบาทสิบสองสตางค์) 2.ชำระค่าโฆษณาส่วนที่ บมจ.อสมท ใช้เวลาเกินส่วนแบ่งตามข้อตกลง จำนวน 166,164,366.64 บาท (หนึ่งร้อยหกสิบหกล้านหนึ่งแสนหกหมื่นสี่พันสามร้อยหกสิบหกบาทหกสิบสี่สตางค์) 3.ดอกเบี้ย จำนวน 37,827,057.36 บาท (สามสิบเจ็ดล้านแปดแสนสองหมื่นเจ็ดพันห้าสิบเจ็ดบาทสามสิบหกสตางค์)

ต่อมา วันที่ 25 กันยายน 2556 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ให้ บมจ.อสมท ชำระเงินให้แก่ บจก.ไร่ส้ม โดยสรุปดังนี้ 1.จ่ายเงินคืนค่าส่วนลดทางการค้าในอัตราร้อยละ 30 ของค่าโฆษณาส่วนที่เกินเวลาที่ บมจ.อสมท ได้รับจาก บจก.ไร่ส้ม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 จำนวน 49,035,267.12 บาท (สี่สิบเก้าล้านสามหมื่นห้าพันสองร้อยหกสิบเจ็ดบาทสิบสองสตางค์) พร้อมดอกเบี้ยจำนวน 6,488,496.26 บาท (หกล้านสี่แสนแปดหมื่นแปดพันสี่ร้อยเก้าสิบหกบาทยี่สิบหกสตางค์) รวมเป็นเงิน 55,523,763.38 บาท (ห้าสิบห้าล้านห้าแสนสองหมื่นสามพันเจ็ดร้อยหกสิบสามบาทสามสิบแปดสตางค์) 2.ชำระค่าโฆษณาส่วนที่ บมจ.อสมท ใช้เวลาเกินส่วนแบ่งตามข้อตกลง เป็นเงิน 245,000 บาท (สองแสนสี่หมื่นห้าพันบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยจานวน 8,255.76 บาท รวมเป็นเงิน 253,255.76 บาท (สองแสนห้าหมื่นสามพันสองร้อยห้าสิบห้าบาทเจ็ดสิบหกสตางค์) รวมเป็นเงินจำนวน 55,777,019.14 บาท (ห้าสิบห้าล้านเจ็ดแสนเจ็ดหมื่นเจ็ดพันสิบเก้าบาทสิบสี่สตางค์) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่ บจก.ไร่ส้ม โดยให้ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด ทั้งนี้ บมจ.อสมท จะได้พิจารณายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป

ทั้งนี้ บมจ.อสมท ได้เปิดเผยข้อมูลข้อพิพาททางกฎหมายดังกล่าวในแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) และในหมายเหตุประกอบงบการเงิน หัวข้อ "ภาระผูกพันและหนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้น" โดย บมจ.อสมท จะได้ประมาณการค่าความเสียหายจากการถูกฟ้องร้องคดีต่อไป - สำนักข่าวไทย


ที่มา http://news.sanook.com

ตรวจฉี่ พระวัดต้นไทร



ตำรวจพร้อมเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.นำกำลังตรวจปัสสาวะพระวัดต้นไทร ซอยอ่อนนุช 24 ย่านสวนหลวง ทั้งหมด 38 รูป หลังได้รับการร้องเรียนมั่วสุมเสพยาบ้ากัน เบื้องต้นพบพระ 2 รูป ฉี่ม่วง รอแยกสารเสพติดให้ชัดเจนอีกครั้ง.



ที่มา http://www.thairath.co.th
 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2013. KIP Thai - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger