mas template
mas template
เนื้อหา ล่าสุด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

จอ touch screen ใช้ง่าย แต่เชื้อโรคตรึม



จอ touch screen ใช้ง่ายแต่ไวรัสตรึม (Momypedia)

          อย่านอนใจว่าไฮเทค จนลืมตรวจเช็คความสะอาดจนไม่สบาย

          คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าคะที่มีอุปกรณ์ไฮเทคแบบ touch screen ติดตัวไว้เท่ห์เสมอ ๆ แต่รู้ไหมคะว่า การที่คุณพกของเหล่านี้แล้วไม่ดูแลให้ดี มันก็เหมือนคุณพก "ส้วม" ไปไหนมาไหนด้วยไม่มีผิด

          เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยจาก ทิมโมธี จูเลียน นักศึกษาปริญญาเอกแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่กล่าวว่า จากผลการศึกษาพบว่า หน้าจอทัชสกรีนเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคดี ๆ นี่เอง เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่า ก่อนที่ไปสัมผัสหน้าจอ มือและนิ้วของคุณไปสัมผัสกับสิ่งสกปรกอะไรมาบ้าง และคนโดยส่วนใหญ่ก็ไม่มีอนามัยมากพอที่จะล้างมือตลอดเวลา หรือล้างมือก่อนมาใช้จอทัชสกรีน

          เขายังกล่าวเสริมให้น่าตกใจอีกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณนำสิ่งสกปรกมาสัมผัสหรือสะสมไว้ที่หน้าจอ เชื้อโรคประมาณ 30% จะติดไปกับนิ้วมือคุณทันทีที่คุณแตะจอทัชสกรีน และมีความเป็นไปได้สูงมาก ที่เชื้อโรคเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายทางปาก จมูก และดวงตา เพราะคุณอาจใช้นิ้วขยี้ตา จับปากหรือเกาจมูกโดยไม่รู้ตัว

          นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยของอังกฤษระบุว่า โทรศัพท์มือถือที่เราต้องนำมาใช้แนบแก้มแนบหูกันตลอดเวลา ก็มีสิ่งสกปรกมากกว่าที่คันกดชักโครกในห้องน้ำชายถึง 18 เท่าเลยทีเดียว โดยเฉพาะเชื้อโรคที่มีชื่อว่า E. coli และ Staphyloccocus aureus ซึ่งเป็นเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง สิว  ฝีหนอง และถ้าได้รับเชื้อมาก ๆ ก็ทำให้ปอดอักเสบ หรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้เลยทีเดียว


เตือนภัยสุขภาพ


          น่ากลัวใช่ไหมล่ะคะ แค่อุปกรณ์ไฮเทคที่ใช้กันเพลิน จนเราลืมไปว่า มันก็สามารถสะสมเชื้อโรคได้เช่นกัน แต่เขาก็มีวิธีแนะนำในการใช้ และทำความสะอาดอุปกรณ์ทัชสกรีนมาเพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อโรคด้วยค่ะ ลองไปดูกันเลย

          1. ใช้นำยาทำความสะอาดหน้าจอทัชสกรีนโดยเฉพาะ ทำความสะอาดอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง หรือเมื่อเห็นว่าหน้าจอมีคราบสิ่งสกปรกติดอยู่
 
          2. ไม่ควรใช้อุปกรณ์ทัชกรีนร่วมกับผู้อื่น เพราะอุปกรณ์อาจจะได้รับเชื้อโรคจากคนอื่น หรือแพร่เชื้อโรคให้คนอื่นได้ แต่หากจำเป็นต้องใช้ร่วมกัน ก็ควรทำความสะอาดทุกครั้งหลังจากใช้เสร็จ

          3. ควรล้างมือทั้งก่อนและหลังใช้อุปกรณ์ทัชสกรีน อาจจะยุ่งยากไปหน่อย แต่ก็สามารถช่วยยับยั้งการแพร่เชื้อโรคได้ดีที่สุด

          4. ระหว่างใช้อุปกรณ์ทัชสกรีน ไม่ควรใช้มือ หรือนิ้วมาสัมผัสร่างกาย ในส่วนที่เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย เช่น ตา ปาก จมูก รูหู หรือผิวหนังบริเวณที่มีบาดแผล

          5. หลังจากใช้อุปกรณ์เสร็จแล้ว ควรเก็บในที่มิดชิด เช่น ใส่กระเป๋าเก็บอุปกรณ์โดยเฉพาะ ไม่ควรวางไว้ในที่โล่ง หรือที่ที่เชื้อโรคจะสามารถแพร่กระจายมาสู่อุปกรณ์ของเราได้

          ไม่ใช่แต่อุปกรณ์ทัชสกรีนหรือเครื่องมือทันสมัยเท่านั้นค่ะ สิ่งของรอบตัวที่เราอาจจะต้องใช้ร่วมกับคนอื่น เราก็ต้องระวังไว้เช่นกัน เช่น ราวบันได ปุ่มกดในลิฟท์ เก้าอี้นั่งบนรถเมล์หรือรถไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้ก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ที่เรามักจะไปสัมผัสโดยไม่รู้ตัวเช่นกันค่ะ และถึงแม้เราจะตามไปทำความสะอาดของพวกนี้ไม่ได้ แต่ให้รักษาความสะอาดของตัวเราเองเป็นหลักก็พอค่ะ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ที่มา http://health.kapook.com

20 เคล็ดลับเจ๋ง ๆ ช่วยทำให้ตัวเองดูเด็กลง



20 วิธี ดูเด็กลงด้วยตัวเอง (APPEAL)

          เรื่องหน้าเด็กเป็นเรื่องที่ไม่มีใครยอมใครได้ง่าย ๆ ใครมีสูตรไหนเด็ดสูตรไหนลับสุดยอดก็งัดมาใช้กันแบบเต็มที่เพื่อใบหน้าที่แลดูอ่อนเยาว์เท่าเด็กสาวแรกรุ่น วันนี้เราเลยขอจัดสูตรเด็ด เคล็ดลับการดูแลรักษาสุขภาพทั้งทางจิตใจและทางร่างกาย 20 วิธีมาฝากกัน

          1. บริโภควิตามินซีและอีเป็นประจำ ทำให้ดูเด็กลงกว่าเดิมไม่ต่ำกว่า 6 ปี

          2. อย่าอยู่ใกล้ควันบุหรี่ คนที่อยู่ใกล้ ๆ ควันบุหรี่วันละไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง จะดูแก่กว่าอายุจริงราว ๆ 6.9 ปี ซึ่งพอ ๆ กับคนที่สูบบุหรี่เป็น ประจำเลยทีเดียว

          3. แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทุกวัน คนฟันสวย จะดูเด็กกว่าปกติประมาณ 6.4 ปี

          4. มีเซ็กส์ เซ็กส์ที่มีคุณภาพหมายถึงไปถึงจุดสุดยอดได้มากเท่าไร ใน 1 ปี จะทำให้เราดูเด็กกว่าอายุจริงได้ถึง 1.6-8 ปี เชียวนะ 

          5. อย่าอด อาหารเช้าเป็นมื้อที่ควรบริโภคทุกวันจะช่วยให้ดูเด็กกว่าอายุจริง ๆ ลงได้ 2 ปี


หัวเราะ


          6. หัวเราะเข้าไว้ เพราะการหัวเราะทำให้คุณดูเด็กลง 1.7-8 ปี

          7. เลือกรับประทานอาหารไขมันต่ำ เพราะอาหารไขมันต่ำจะทำให้คุณดูเด็กลงไม่ต่ำกว่า 6 ปี

          8. เรียนรู้สิ่งรอบ ๆ ตัวตลอดเวลา เพราะการเรียนรู้และหากิจกรรมใหม่ ๆ ทำสม่ำเสมอจะทำให้คุณดูเด็กลง 2.5 ปี

          9. สร้างเครือข่ายสังคม การอยู่ในสังคมที่ดี มีเพื่อนสนิทครอบครัวที่รักใคร่ กลมเกลียวจะช่วยลดความเครียดจากการทำงานจะทำให้เราดูเด็กลงได้ตั้งแต่ 2-30 ปี


นอนหลับ


          10. นอนหลับให้พอ การนอนหลับยาว ๆ นาน ๆ สม่ำเสมอในแต่ละคืนทำให้ดูอ่อนเยาว์กว่าวัย ผู้หญิงควรนอนให้ได้ 7 ชั่วโมง และชาย 8 ชั่วโมง จะทำให้เราดูเด็กลง 3 ปี

          11. เลี้ยงสุนัขและเดินเล่นกับมัน วิธีนี้จะทำให้เราดูเด็กลง 1 ปี

          12. ไปตรวจสุขภาพบ้าง คนที่ดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดี จะทำให้เราดูเด็กลงกว่าอายุจริงถึง 12 ปี

          13. ตรวจและสอบประวัติสุขภาพของครอบครัว การป้องกันตัวเองจากโรคที่เคยเป็นในครอบครัวดังกล่าว จะช่วยให้คุณดูเด็กกว่าพ่อแม่ของคุณ เมื่อเวลาที่คุณมีอายุเท่ากับท่านถึง 4 ปี


ออกกำลังกาย


          14. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังที่เหมาะสมจะทำให้ดูเด็กลง 3-8 ปี

          15. หยุดสูบบุหรี่ คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ จะดูแก่กว่าอายุจริง 8 ปี

          16. งดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง การติดแอลกอฮอล์จะทำดูแก่กว่าอายุจริง 3-5 ปี

          17. อย่าลืมเรื่องเศรษฐกิจ คนที่มีปัญหาเครียดเรื่องเงินจะทำให้ดูแก่กว่าอายุจริง 8 ปี


ชั่งน้ำหนัก


          18. รักษาน้ำหนักให้มาตรฐานคงที่ คนที่ลดน้ำหนักลงได้จะทำดูเด็กกว่าอายุจริงไม่ต่ำกว่า 6 ปี

          19. บริโภคอาหารแคลอรีต่ำแต่คุณค่าโภชนาการสูง การบริโภคผักผลไม้สดและปลา จะทำดูเด็กลง 4 ปี

          20. หาทางออกที่เหมาะสมเมื่อพบวิกฤติของชีวิตการเอาชนะปัญหาชีวิตได้ จะทำคุณดูเด็กลง 8-16 ปี



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ที่มา http://health.kapook.com

นักโภชนาการแนะเมนูต้านโรคหวัด


ระยะนี้ประเทศไทยในหลายพื้นที่มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้ประชาชนบางส่วนเผชิญกับปัญหาป่วยเป็นไข้หวัด ซึ่งวิธีการรักษาส่วนใหญ่ประชาชนนิยมซื้อยามารับประทานเองจนเกิดความเคยชิน ทั้งที่ในความเป็นจริงเมื่อเป็นหวัดเราจึงต้องใช้หลักพึ่งตัวเอง ด้วยการดูแลร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรงเข้าไว้


นางสาววรัญชนี ปินะกาโม นักโภชนาการ โรงพยาบาลมหาสารคาม กล่าวว่า ระยะนี้ประเทศไทยในหลายพื้นที่มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้ประชาชนบางส่วนเผชิญกับปัญหาป่วยเป็นไข้หวัด ซึ่งวิธีการรักษาส่วนใหญ่ประชาชนนิยมซื้อยามารับประทานเองจนเกิดความเคยชิน ยาที่ซื้อมามักเป็นแค่ยารักษาตามอาการ เช่น แก้ไอ แก้ไข้ ขับเสมหะ ลดน้ำมูก เท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงเมื่อเป็นหวัดเราจึงต้องใช้หลักพึ่งตัวเองล้วน ๆ ด้วยการดูแลร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรงเข้าไว้ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ และกินอาหารมีประโยชน์ที่ช่วยเสริมภูมิต้านทาน
ซึ่งแต่ก่อนคนไทยก็รู้จักนำพืชพรรณที่มีอยู่หลากหลายมาเป็นสมุนไพรช่วยรักษา และนำมาปรับประยุกต์ทำเป็นอาหาร อาทิ ช่วงที่เป็นหวัดเราควรกินอาหารเผ็ดร้อน เพื่อช่วยไล่น้ำ เพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย และช่วยต้านทานหวัด โดยพืชผักสวนครัวที่มีความเผ็ดร้อนนั้นนอกจากได้จากพริกแล้ว ยังมีหอม กระเทียม พริกไทย ขิง ข่า ขมิ้น ตะไคร้ กระชาย ใบกะเพรา แมงลัก และอีกมากมาย
โดยในแต่ละชนิดก็จะมีสรรพคุณแตกต่างกันไป เช่น หอม จะช่วยแก้ไข้หวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอครืดคราด ขับลม กระเทียม จะช่วยระบายพิษไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ ตะไคร้ ช่วยลดไข้ แก้ปวดหัว ลดความดันโลหิตสูง ขับเหงื่อและช่วยรักษาโรคหืด ที่สำคัญคือช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้ดี ขิง จะช่วยบรรเทาหวัด อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้และวิงเวียนศีรษะ เป็นต้น โดยเมนูที่โรงพยาบาลมหาสารคามขอแนะนำ คือ แกงเผ็ด ต้มยำ ยำผักสมุนไพร แกงเลียง ซึ่งอาหารเหล่านี้เมื่อผู้ป่วยโรคหวัดทานเข้าไปจะช่วยให้รู้สึกเผ็ดร้อน และทำให้เกิดภูมิต้านทานให้แข็งแรงขึ้น
นอกจากนี้ควรควรดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ ไม่ควรดื่มน้ำเย็นซึ่งจะทำให้เจ็บคอและไอมากขึ้น เลือกรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาเป็นวิธีที่ดีที่สุดต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

10 เรื่องต้ิองดูแลผู้สูงอายุช่วงน้ำท่วม


สธ.สั่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้คำแนะนำประชาชนดูแลผู้สูงอายุ 10 เรื่อง หวังลดอันตรายจากวิกฤตน้ำท่วม ย้ำห้ามถ่ายและทิ้งขยะลงในน้ำ รับประทานอาหารน้ำที่สะอาด ไม่ลุยน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาด ช่วยป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วมได้
นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้เน้นย้ำให้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการประชาชนในพื้นที่ประสบภัย และให้ความรู้แก่ประชาชนในการป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วม เพราะน้ำท่วมขังหลายวันจะมีสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่างๆ ปะปนอยู่จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้ ยังไม่พบโรคระบาดเป็นกลุ่มก้อนแต่อย่างใด ทั้งนี้ สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องให้การดูแลเป็นพิเศษ ขอให้เจ้าหน้าที่ให้ความรู้แก่ญาติให้เตรียมพร้อม 10 เรื่องเพื่อลดอันตรายจากน้ำท่วม ได้แก่
1. เตรียมน้ำดื่มน้ำใช้และอาหารดำรงชีพอย่างน้อย 3 วัน
2. ไฟฉายพร้อมถ่าน เทียนไข ไม้ขีดไฟ
3. ยาสามัญประจำบ้าน 1 ชุด โดยผู้ที่มีโรคประจำตัวให้เตรียมยารักษาไว้อย่างน้อย 7 วัน
4. เตรียมอุปกรณ์พิเศษประจำตัว เช่น แว่นตา ฟันปลอม เครื่องช่วยฟัง ถังออกซิเจน
5. สำเนาเอกสารสำคัญ เช่น โรคประจำตัวและชื่อยาที่กินประจำ อาจให้แพทย์จากสถานพยาบาลที่ใช้บริการอยู่เขียนหรือออกให้ บัตรประชาชน บัตรประจำตัวผู้ป่วย เป็นต้น
6. รายชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ของญาติ หรือผู้ดูแลเพื่อให้สามารถติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน
7. ให้ทำแผนที่บ้านของผู้สูงอายุหรือละแวกใกล้เคียง
8. เตรียมนกหวีดสำหรับเป่าขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน
9. เสื้อผ้าแห้ง 1 ชุดสำหรับเปลี่ยน และ
10. ถุงดำหรือถุงพลาสติกสำหรับบรรจุสิ่งขับถ่ายและกระดาษชำระ
 “การป้องกันไม่ให้เกิดโรคจากน้ำท่วม ขอให้ประชาชนทิ้งขยะลงถุงพลาสติก หรือถุงดำและมัดปากถุงให้แน่น รอการกำจัดบนบกอย่างถูกต้อง ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และไม่ทิ้งขยะลงน้ำ หลีกเลี่ยงการลงแช่น้ำหรือลุยน้ำท่วม หากจำเป็นขอให้สวมถุงพลาสติก รองเท้าบูต หลังลุยน้ำให้ชำระล้างร่างกายให้สะอาด ที่สำคัญขอให้ดื่มน้ำสะอาด อาหารที่ค้างมื้อต้องนำมาอุ่นให้เดือดก่อนรับประทาน สำหรับอาหารสำเร็จรูปให้ตรวจดูวันหมดอายุ และสภาพภาชนะบรรจุ” รมว.สาธารณสุข กล่าว


ที่มา : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ

โลกร้อน' ยุงลายอายุยืนไข้เลือดออกเพิ่ม 10 เท่า

ผ่านไปเพียง 6 เดือน การแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกปี 2556 พุ่งกระฉูดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน พบผู้ติดเชื้อป่วยไปแล้ว กว่า 6.7 หมื่นราย เสียชีวิต 71 ราย คาดว่าสิ้นปีอาจมีตัวเลขสูงถึง 1.2 แสนราย ขณะที่ปี 2555 มีผู้ป่วย 7.4 หมื่นราย เสียชีวิต 79 ราย กระทรวงสาธารณสุขกำลังลุ้นระทึกตัวเลขผู้ป่วยคนสุดท้ายตอนสิ้นปีนี้ เพราะอาจถูกบันทึกเป็นสถิติใหม่แพร่ระบาดมากสุดในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา
ล่าสุด โรคไข้เลือดออกได้คร่าชีวิต "นนฑีฐิยา ภูวนนท์" อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ด้วยอาการไข้สูงปวดท้อง อีก 2 วันต่อมา เริ่มมีอาการช็อก อวัยวะภายใน เช่น ไต ตับ และหัวใจล้มเหลว ปอดอักเสบ และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไข้เลือดออกระบาดมีหลายสาเหตุด้วยกัน แต่ข้อมูลที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดคือ "ภาวะโลกร้อน" เนื่องจาก "ยุงลาย" ตัวการแพร่เชื้อชอบอากาศอบอุ่นร้อนชื้น เมื่อโลกมนุษย์ร้อนขึ้นยุงลายก็เติบโตแพร่ขยายพันธุ์ดีขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
นพ.วิชัย สติมัย ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค หนึ่งในคณะกรรมการติดตามผลกระทบด้านสุขภาพจากภาวะโลกร้อน กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปีที่แล้วจำนวนตัวเลขผู้ป่วยไข้เลือดออกเพิ่มสูงขึ้นในระดับน่าเป็นห่วง ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ประเทศแถบเอเชียทั้งหมดเพิ่มขึ้นด้วย ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียนาม ฯลฯ งานวิจัยหลายชิ้นระบุถึงสาเหตุของอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ยุงลายแพร่พันธุ์ได้มากขึ้น และอายุยืนกว่าในอดีตด้วย ที่สำคัญประเทศในเขตหนาวเย็นหรือภูเขาสูงที่มีหิมะตลอดปี ซึ่งไม่เคยมียุงลายมาก่อน เริ่มตรวจพบผู้ป่วยไข้เลือดออกจากยุงลายเป็นครั้งแรก ตัวอย่างเช่น ประเทศภูฏาน พบผู้ป่วยไข้เลือดออกรายแรกในปี 2547 ต่อมาคือประเทศเนปาล พบผู้ป่วยไข้เลือดออกรายแรกในปี 2549
ย้อนหลังไปในอดีต อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นประมาณ 0.5 องศาทุกๆ 50 ปี แต่ช่วงนี้ผ่านไปเพียงแค่ 20-30 ปีโลกร้อนขึ้นแล้ว0.5-1 องศา น่าเป็นห่วงมาก เพราะยุงลายชอบอากาศร้อนชื้น ลูกหลานเจริญเติบโตได้เร็ว และอายุยืนขึ้นจากค่าเฉลี่ยที่ตายภายใน 30 วัน ก็เพิ่มเป็น 40-60 วัน หมายถึงมีโอกาสไปกัดคนเพื่อแพร่เชื้อได้หลายวันมากขึ้น"
นพ.วิชัย ยอมรับว่า ตั้งแต่ปีที่แล้วเฝ้าติดตามสถานการณ์ระบาดของไข้เลือดออก รู้สึกตกใจ เพราะตัวเลขสูงขึ้นต่อเนื่องทั้งปีอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ปกติช่วงสิ้นปีในหน้าหนาวจะมีรายงานผู้ป่วยสัปดาห์ละประมาณ 100-300 คนเท่านั้น แต่ปี 2555 จำนวนสูงขึ้นถึงเกือบ 2,000 คน มากกว่าปีอื่นๆ เกือบ 10 เท่า หากเปรียบเทียบย้อนหลัง คาดว่าปีนี้อาจมีผู้ป่วยไข้เลือดออกสูงที่สุดในรอบ 25 ปี
ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงประกาศให้ทั่วประเทศเฝ้าระวังและช่วยกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะแหล่งคนอาศัยอยู่หนาแน่น เช่น ท่ารถขนส่ง เขตตลาดเทศบาล ฯลฯ  หากยุงลายหนึ่งตัวมีเชื้อไข้เลือดออกมันจะกัดคนได้หลายคนครั้ง แม้ว่าจะกินเลือดจนอิ่มแล้วก็ตาม โดยร้อยละ 10 ของคนที่ถูกยุงลายกัดจะป่วยเป็นไข้เลือดออก ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 90 จะไม่ ป่วย เพราะร่างกายแข็งแรง แต่อาจเป็นพาหะนำโรคได้
"ถ้ามีผู้ป่วยไข้เลือดออก 7 หมื่นราย หมายถึงมีคนถูกยุงลายกัดประมาณ 7 แสนคน ตอนนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน เพราะไข้เลือดออกเกิดจากไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ในเมืองไทยมี 4สายพันธุ์ ปัจจุบันสามารถพัฒนาวัคซีนป้องกันได้ 3 สายพันธุ์แล้ว ต้องรออีกสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ผลิตวัคซีนได้สมบูรณ์วิธีดีที่สุดในตอนนี้คือ ให้ช่วยกันกำจัดแหล่งที่อยู่อาศัยของยุงลาย" นพ.วิชัย แนะนำ
ดร.จิตติ จันทร์แสง นักวิทยาศาสตร์กลุ่มกีฏวิทยาทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า อากาศร้อนชื้นจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของลูกน้ำ เหมือนเป็นการเร่งให้วงจรชีวิตมันโตเร็วขึ้น จากเดิมที่ไข่กลายเป็นตัวยุงใช้เวลาอย่างน้อย 7 วันขึ้นไปอาจถึง 10 วัน แต่เดี๋ยวนี้ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 7 วันก็เป็นตัวแล้ว ทั้งนี้ยุงลายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ "ยุงลายบ้าน" และ "ยุงลายสวน"
"มีงานวิจัยหลายชิ้นจากเมืองนอกที่อธิบายภาวะโรคร้อนทำให้ยุงเติบโตเร็วขึ้น และทำให้ไวรัสที่อยู่ในตัวยุงแพร่เชื้อเร็วขึ้นด้วย แต่ก่อนพอยุงไปกัดคนมีเชื้อไวรัสเดงกีจะใช้เวลา 10-14 วัน รอให้ไวรัสที่อยู่ในเซลล์กระเพาะอาหารเดินทางไปฝังตัวที่ต่อมน้ำลายยุง เชื้อนี้จะส่งต่อให้คนใหม่ที่ถูกยุงกัดเป็นวิธีแพร่เชื้อออกไป เมื่อเดินทางเร็วขึ้นก็แพร่เชื้อต่อได้มากขึ้น"
ดร.จิตติ ยอมรับว่า จุดนี้สำคัญ เนื่องจากเป็นการเพิ่มฤทธิ์เดชให้ยุงลาย เพราะถ้าเชื้อไวรัสเดงกีเข้าไปอยู่ในต่อมน้ำลายยุงเร็วขึ้น หมายความว่าพวกมันพร้อมที่จะปล่อยเชื้อไข้เลือดออกให้คนต่อไปจำนวนมากขึ้นไปอีก ปกติยุงลาย 1 ตัว มีโอกาสแพร่เชื้อให้คนถึง 5-6 คน สำหรับเมืองไทยยังไม่มีงานวิจัยที่ชี้ชัดว่า ระยะทางจากกระเพาะไปต่อมน้ำลายของยุงลายไทยใช้เวลาสั้นลงหรือไม่ คงต้องวิจัยเพิ่มเติมอย่างละเอียดว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร ?!!
ฝ้าระวัง 13 โรคร้ายโลกร้อน
ข้อมูลการเฝ้าระวังโรคติดต่ออุบัติใหม่จากกรมควบคุมโรค ระบุว่า ช่วง10 ปีที่ผ่านมาไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโรคอุบัติใหม่ และโรคอุบัติซ้ำที่รุนแรงหลายชนิดจากภาวะโลกร้อน
โดยมีโรคที่คนไทยต้องเฝ้าระวัง 13 โรค
1. โรคไข้กาฬหลังแอ่น
2. โรคไข้เลือดออกอีโบลา
3. โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์และเฮนดรา
4. โรคไข้หวัดนก
5. ไข้เหลือง
6. โรคชิคุนกุนยา
7. โรคมือเท้าปาก จากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71
8. โรคติดเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสซูอิส
9. โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส)
10. โรคทูลารีเมีย
11. โรคเมลิออยโดซิส
12. โรคลิชมาเนีย
13. โรควีซีเจดี หรือโรคสมองเสื่อมชนิดใหม่
มหันตภัย 'ไข้เลือดออก'
จากสภาวะโลกร้อนทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำสูงขึ้น ส่งผลให้ลูกน้ำยุงลายฟักตัวเร็วขึ้นจากเดิม 7 วัน กลายเป็น 5 วัน และจากที่เคยพบไวรัสไข้เลือดออกเดงกีเฉพาะในตัวเมีย ปัจจุบันยังพบในยุงลายตัวผู้และลูกน้ำด้วย
โรคไข้เลือดออกพบครั้งแรก 200 ปีที่แล้ว ระบาดหนักครั้งแรกช่วง พ.ศ.2500 ใน 9 ประเทศ ปัจจุบันกลายเป็นโรคประจำท้องถิ่นกว่า 100 ประเทศ ในทวีปแอฟริกา อเมริกา เอเชีย ฯลฯ ซึ่งมีการติดเชื้อเพิ่มปีละ 50-100 ล้านคน อัตราเสียชีวิตร้อยละ 2.5 ส่วนประเทศไทย พบการระบาดตั้งแต่ปี 2501 สถิติเฉลี่ยผู้ป่วยประมาณ 5 หมื่น -1แสนคนต่อปี


ที่มา : หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก

เด็กพิเศษติดเกมมากสุด รองลงมาซึมเศร้า

องค์กรออทิสติก และสำนักการศึกษา กทม. พบเด็กพิเศษติดเกมมากสุด รองลงมาจิตกังวล ซึมเศร้า เกเร แนะกทม. เพิ่มศักยภาพการดูแล 
เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นางผุสดี ตามไท รองผู้ว่าราชการฯ กทม. ประชุมร่วมกับองค์กรออทิสติก และสำนักการศึกษา กทม. เพื่อพัฒนาด้านการศึกษาแก่เด็กออทิสติก ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยในที่ประชุมได้มีการนำเสนอปัญหาที่ทำให้เด็กไม่พัฒนาซึ่งแยกตามลำดับได้เป็น 1. ติดเกม ประมาณ 45,198 ราย 2. จิตกังวล ประมาณ 33,898 ราย 3. ซึมเศร้า ประมาณ 22,285 ราย 4. เด็กพิเศษเฉพาะด้าน ประมาณ 18,000 ราย 5. และเด็กพฤติกรรมเกเร 17,263 ราย
นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์เด็กพิเศษในพื้นที่กรุงเทพฯโดยพบว่า จากจำนวนเด็กนักเรียนพิการที่เรียนร่วม ในสังกัด กทม. ของปีการศึกษา 56 ที่มีประมาณ 2,200 ราย พบว่าร้อยละ 20-30 หรือประมาณ 400 ราย เป็นเด็กพิเศษหรืออทิสติก ซึ่งสาเหตุของปัญหาที่ทำให้เด็กพิเศษไม่ได้รับการพัฒนา เกิดจาก 1. การขาดประสบการณ์ ขาดบุคลากร ขาดกระบวนการเรียนรู้ ขาดการวิจัยเชิงระบบ และขาดการเชื่อมต่อกระบวนการการให้บริการทางการแพทย์ และที่สำคัญทัศนคติของผู้บริหารโรงเรียน ที่ไม่เปิดโอกาสการเรียนรู้เด็กพิเศษอย่างจริงจัง ซึ่งผู้ปกครองเด็กพิเศษได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการศึกษาที่เกิดขึ้นกับบุตรหลานที่เป็นเด็กพิเศษ เช่น การไม่ยอมรับความแตกต่างของเด็กพิเศษกับเด็กอื่นๆ ในโรงเรียน ทำให้เด็กขาดโอกาสทางการศึกษาในระดับเดียวกับเด็กปกติ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กพิเศษได้ดีและการลดโอกาสการเข้าถึงการศึกษาและการกีดกันเด็กพิเศษออกจากเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ทั้งนี้ กทม. ควรมีการปรับแก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กพิเศษ ทำให้ กทม. แตกต่างกับโรงเรียนในสังกัดอื่นๆ
โดยตัวแทนจากศิริราชพยาบาลได้เสนอแผนให้ กทม.มีการปรับปรุงการศึกษาเพื่อเด็กพิเศษ ออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ให้มีการปรับทัศนคติที่มีต่อเด็กพิเศษ ปรับวิธีการประเมินโรงเรียน/ครู ที่มีการสอนเด็กพิเศษ พัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่เป็นเด็กพิเศษที่มีประสิทธิภาพ พัฒนาศักยภาพครูและพัฒนาเครื่องมือที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นต้น ระยะกลาง พัฒนาเครือข่ายส่งเสริมการเรียนรู้ เพิ่มบุคลากรครูที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน เป็นต้น และระยะยาว ควรมีการฝึกอบรมและผลิตบุคลากร โดยการสร้างคณะศึกษาศาสตร์หรือจิตวิทยา เป็นของ กทม. เอง ขยายผลโรงเรียนต้นแบบบนพื้นฐานงานวิจัย และสนับสนุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายและภาคี ที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง กทม. จะนำแนวทางดังกล่าวไปพิจารณาเพื่อเพิ่มศักยภาพการดูแลและให้การศึกษาแก่เด็กพิเศษกับโรงเรียนในสังกัด กทม.


ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

5 ทิปส์ 5 เวลา ช่วยคุณสาว ๆ แฮปปี้ดี๊ด๊ากว่าเดิม

มีคนเคยพูดเอาไว้ว่า การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยสิ่งดี ๆ อย่างการตื่นขึ้นมายิ้มให้กับตัวเองในกระจก จะทำให้เรามีความสุขไปทั้งวัน แต่นอกจากการสร้างความรู้สึกดี ๆ เช่นนี้แล้ว พฤติกรรมประจำวันของเราเองก็มีผลต่อความสุขในชีวิตเราไม่น้อย วันนี้กระปุกดอทคอมเลยนำเทคนิคดี ๆ จาก Lauren Gelman ที่จะช่วยให้คุณดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างสดใส สดชื่น และมีความสุขมากขึ้นมาฝากกันค่ะ

 เริ่มต้นวันด้วยชาเขียว

          การเริ่มงานในตอนเช้า พร้อมกับชาเขียวอุ่น ๆ เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะช่วยสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้กับคุณได้ เพราะในชาเขียวจะมีกรดอะมิโนธีอะนีน (amino acid theanine) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเซโรโทนิน (serotonin) ที่เป็นสารกล่อมประสาทและทำให้รู้สึกดี จากผลการทดลองยังพบอีกด้วยว่า ผู้ที่ดื่มชาเขียว 4 แก้วต่อวันจะมีความสุขมากกว่าผู้ที่ไม่ค่อยนิยมดื่มชาเขียวด้วยค่ะ

 จัดอาหารเบา ๆ ในมื้อเที่ยง

          เราควรจัดอาหารมื้อใหญ่ในตอนเช้า เพื่อให้ร่างกายได้ดึงพลังงานจากอาหารที่กิน ไปใช้ทำกิจกรรมในแต่ละวันได้อย่างเต็มที่ แล้วค่อยเสริมพลังงานเบา ๆ เข้าไปสมทบอีกทีในมื้อเที่ยง อย่างอาหารประเภทปลา โฮลเกรน ผักและผลไม้สด แทนอาหารประเภททอด หรืออาหารที่มีรสหวานจัด เพื่อเป็นการดีท็อกซ์ร่างกาย เพราะผลการวิจัยของประเทศออสเตรเลียพบว่า ผู้หญิงที่มีพฤติกรรมการกินแบบนี้จะลดโอกาสเกิดโรคซึมเศร้าได้ และยังจะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างดีอีกด้วยนะจ๊ะ

สุขภาพดี

 เดินเพิ่มพลังในช่วงบ่าย

          ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินออกมาเมื่อเราออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นเวลาใกล้เลิกงานประมาณ 4 โมงเราควรจะหาโอกาสลุกเดินบ้าง เพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเองและคลายอาหารปวดเมื่อยจากการนั่งเป็นเวลานาน แล้วเชื่อไหมคะ ว่าการเดินติดต่อกันเพียง  20 นาที จะช่วยให้ร่างกายเรามีพลังงานไปทำสิ่งต่าง ๆ ได้อีกตั้ง 12 ชั่วโมงแน่ะ

 เสริมธาตุเหล็กในมื้อเย็น

          โดยเฉพาะสาวใหญ่ที่อยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือนหรือสาววัยทอง ซึ่งจะมีอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่ค่อยปกติ จากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงในวัยนี้หากได้รับธาตุเหล็กมากขึ้น จะมีแนวโน้มมีอารมณ์คงที่กว่าผู้หญิงกลุ่มที่รับประทานธาตุเหล็กน้อยกว่า เพราะฉะนั้นหากสาวคนไหนอยู่ใกล้ ๆ วัยทอง ก็ควรรับประทานธาตุเหล็กในปริมาณ 18 มิลลิกรัมเป็นอย่างต่ำในแต่ละวัน โดยอาจจะเลือกรับประทานเป็นอาหารเสริมแบบแคปซูล หรือทานปลาเล็กปลาน้อยก็ได้เช่นกัน

สุขภาพดี

 จดสิ่งดี ๆ ก่อนนอน

          บริษัทโคคา-โคลาได้สำรวจความสุขมวลรวมของประชาชนและพบว่า 39% ของคนที่คุยแลกเปลี่ยนสิ่งดี ๆ ที่เจอในแต่ละวันกับครอบครัวจะมีความสุขมากขึ้น เพราะฉะนั้นการพูดคุยหรือจดสิ่งดี ๆ ที่เจอลงในไดอารี่ทุกวัน จะช่วยกระตุ้นความจำ ให้เราได้หวนไปคิดถึงช่วงเวลาดี ๆ เหล่านั้น เป็นการเพิ่มความสุขก่อนนอนให้ตัวเองได้เยอะทีเดียวค่ะ

          ลองเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อความสุขที่มากขึ้นกันดีกว่า แถมเทคนิคทั้ง 5 ข้อนี้ก็จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้นอีกด้วยนะคะ




ที่มาhttp://health.kapook.com

กินอาหารจากไมโครเวฟบ่อย ๆ อันตรายไหมนะ?

ช่วงเวลาที่เร่งรีบในสังคมปัจจุบัน ทำให้ชาวเมืองไม่ค่อยมีเวลาได้ทำอาหารทานเอง ก็ต้องพึ่งอาหารสำเร็จรูปที่พร้อมเสิร์ฟง่าย ๆ เพียงแค่นำไปอุ่นในเตาไมโครเวฟไม่กี่นาทีก็อิ่มอร่อยแบบร้อน ๆ ได้ทันใจ

          ว่าแต่...การทานอาหารที่อุ่นจากเตาไมโครเวฟบ่อย ๆ นั้นจะมีอันตรายหรือไม่นะ นิตยสาร Lisa ได้นำคำตอบจาก นพ.อรรถสิทธิ์ อมรถนอมโชค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลเวชธานี มาบอกกัน

          สำหรับไมโครเวฟเป็นคลื่นรังสีชนิดหนึ่งที่ใช้ในการอุ่น หรือทำให้อาหารร้อนได้ ปัญหาที่เกิดจากอาหารที่ใช้ไมโครเวฟอุ่นมักจะเป็นเรื่องของการปนเปื้อนของสารเคมีที่รั่วออกมาจากภาชนะที่ใช้บรรจุอาหารในขณะที่ใช้ไมโครเวฟ เช่น สาร Polyethelene Terpthalate, Benzone, Toluene และ Xylene 
          นอกจากนี้ ในอาหารที่มีความมันและบรรจุอยู่ในพลาสติก เมื่อใช้ไมโครเวฟก็จะมีการปนเปื้อนของสาร Dioxin ที่ถือว่าเป็นสารก่อมะเร็ง หรือ Carcinogens ได้ และสารอีกตัวหนึ่งที่เป็นอันตรายมากก็คือ Bisphenol A หรือ BPA พบได้จากโพลีคาร์บอเนตที่อยู่ในขวดน้ำดื่ม ซึ่งถือว่าเป็นสารที่มีลักษณะคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง หรือที่เราเรียกว่า Estrogen Like Compound จะส่งผลอันตรายต่อตับ เพิ่มความเสี่ยงเรื่องของมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก เป็นต้น

          เห็นข้อมูลแบบนี้แล้วสงสัยคงต้องทานอาหารจากเตาไมโครเวฟให้น้อยลงหน่อยแล้วล่ะ หรือไม่ก็นำอาหารจากกล่องใส่จานสำเร็จอุ่นไมโครเวฟโดยเฉพาะ จะได้ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายจากสารที่อาจจะปนเปื้อนออกมา


ที่มาhttp://health.kapook.com/

วิจัยชี้คนนอนดึกตื่นสาย มีแนวโน้มที่จะฉลาดและรวย

นักวิจัยจากสเปนพบ คนนอนดึกตื่นสาย มีแนวโน้มจะฉลาด มีเหตุผล และมีทักษะในการวิเคราะห์ดีกว่าคนที่นอนเร็วตื่นเช้า
          เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์เดอะ สต็อกมาร์เก็ตวอทช์ มีรายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยมาดริด ประเทศสเปน ได้เปิดเผยผลการวิจัยชิ้นใหม่ คนนอนดึกตื่นสายมีแนวโน้มจะฉลาด มีเหตุผลกว่าคนที่นอนเร็วตื่นสาย อันจะนำมาซึ่งการได้งานที่ดีกว่า มีรายได้มากกว่า

          โดยงานวิจัยชิ้นนี้ ผู้เชี่ยวชาญได้สำรวจความเห็นจากวัยรุ่น 1,000 คน ก่อนที่จะจำแนกกลุ่มตัวอย่างได้ออกเป็น 3 กลุ่มคือ คนที่นอนเร็วตื่นเช้า 25% คนที่นอนดึกตื่นสาย 32% และส่วนที่เหลือซึ่งไม่ถูกจัดอยู่ใน 2 ประเภทนี้

          จากการนำกลุ่มตัวอย่างทั้ง 1,000 คน มาวัดผลด้านประสิทธิภาพในการสอบในแต่ละวิชา และความฉลาดเชิงอุปนัยนั้น พบว่า คน ที่นอนดึกตื่นสายจะทำคะแนนการทดสอบด้านการใช้เหตุผลเชิงอุปนัยได้สูงกว่า ขณะที่คนที่นอนเร็วตื่นเช้ามักจะทำคะแนนในด้านการเรียนได้สูงกว่า นั่นเพราะตารางเรียนซึ่งมักจะมีวิชาเรียนในตอนเช้านั้น มีความเหมาะสมกับตารางชีวิตของคนที่นอนเร็วตื่นเช้ามากกว่านั่นเอง

          จากการทดสอบนี้ เป็นไปได้ว่า เหล่าคนที่นอนดึกตื่นสาย มีแนวโน้มที่จะฉลาด และมีฐานะดีกว่าเหล่าคนที่เข้านอนเร็วและตื่นเช้า เนื่องจากเหล่าคนที่นอนดึกตื่นสาย จะมีความสามารถในการใช้เหตุผลเชิงอุปนัย การวิเคราะห์แบบนามธรรม และมีความสามารถในการรับมือกับปัญหาได้ดีกว่า ซึ่งนั่นทำให้พวกเขามักจะมีอาชีพการงานที่ดี และมีรายได้ที่สูงกว่าคนที่นอนเร็วตื่นเช้า


          ขณะที่ จิม ฮอร์น นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยลูฟเบอร์ ของอังกฤษ กล่าวว่า เหล่า คนที่นอนดึกตื่นสายมักจะเป็นคนที่ชอบกิจกรรมนอกบ้าน สร้างสรรค์ มีความเป็นกวี ศิลปิน และนักออกแบบ ขณะที่คนซึ่งนอนเร็วตื่นเช้ามักจะทำงานจำพวก นักบัญชี หรือข้าราชการ มากกว่า

          สำหรับตัวอย่างของผู้ที่นอนดึกตื่นเช้าซึ่งฉลาด มีรายได้ดี และน่าเคารพนั้น มักจะเป็นกลุ่มคนในระดับผู้นำ เช่น ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐฯ หรืออดีตนายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิล ของอังกฤษ เป็นต้น ซึ่งคนเหล่านี้มักจะเข้านอนในช่วงเวลาที่ไม่เร็วไปกว่า 22.00 น.

          อย่าง ไรก็ดี นี่เป็นงานวิจัยที่พิจารณาจากการใช้เหตุผล ที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการเข้านอนเท่านั้น นักวิจัยไม่ได้พิจารณาปัจจัยอย่างอื่นร่วมด้วยเลย ซ้ำยังมีจุดบอดในเรื่องของสัดส่วนคนตื่นเช้าและตื่นสายที่ไม่เท่ากันอีกด้วย งานวิจัยชิ้นนี้ จึงอาจไม่หนักแน่นพอที่จะสรุปได้ว่า คนนอนตื่นสายนั้นฉลาดกว่าคนนอนตื่นเช้าเสมอไป


ที่มาhttp://health.kapook.com

ระวังไว้! วิจัยชี้ธนบัตรเป็นแหล่งเชื้อโรคชั้นดี แบคทีเรียอื้อ

ผลจากศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ชี้ บนธนบัตรแต่ละใบมีเชื้อแบคทีเรียโดยเฉลี่ยถึง 26,000 ตัว เนื่องมาจากการถูกส่งต่อหลายมือนับไม่ถ้วน ก่อให้เกิดการกระจายเชื้อโรคอย่างกว้างขวาง

          วานนี้ (28 มีนาคม) สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น มีรายงานว่า จากผลการศึกษาจากคณะนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ระบุว่า บนธนบัตร 1 ใบ จะมีเชื้อแบคทีเรียสะสมโดยเฉลี่ย 26,000 ตัว อันเนื่องมาจากการใช้ธนบัตรผ่านมือไปหลายต่อ ซึ่งแบคทีเรียเหล่านั้นมีจำนวนมากพอที่จะทำให้คนทั่วไปเกิดอาการคลื่นเหียนอาเจียน และก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้อีกด้วย

          นอกจากนี้ ผลการสำรวจของบริษัท มาสเตอร์การ์ด ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ระบุว่า มาสเตอร์การ์ดได้ทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 1,000 คน ในบรรดา 15 ประเทศแถบยุโรป ยังพบว่าเกือบ 60% ของชาวยุโรปนั้นเชื่อว่า ธนบัตรและเหรียญนั้นเป็นสิ่งที่สกปรกที่สุด ยิ่งกว่าราวบันไดเลื่อน ปุ่มกดเครื่องเบิกจ่ายเงินสด และหนังสือในห้องสมุดเสียอีก และมีอีก 85% ยังเชื่อว่า ธนบัตรและเหรียญนั้นเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรีย 
          และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ชาวยุโรปหันมาใช้บัตรเครดิตในการจับจ่ายใช้สอยกันเป็นส่วนมาก เพราะนอกจากจะเป็นทางเลือกที่สะดวกสบายแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ป้องกันพวกเขาจากการแพร่กระจายของเชื้อโรคบนธนบัตรด้วย โดยมีการศึกษาหนึ่งที่พบว่าแม้กระทั่งธนบัตรพิมพ์ใหม่ ซึ่งน่าจะสะอาดที่สุด ก็ยังมีเชื้อแบคทีเรียมากถึง 2,400 ตัว และธนบัตรฟรังค์สวิส กับธนบัตรสกุลเงินโครนของเดนมาร์ก ก็เป็นธนบัตรที่สกปรกที่สุดในยุโรป

          นอกจากนี้ จากการศึกษาในหลายสถาบัน ก่อนหน้านี้ ได้พบว่า 80% ของธนบัตรที่สกปรกเหล่านั้น สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำได้ และเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่บางชนิด ยังสามารถคงอยู่บนธนบัตรฟรังค์สวิส ได้นานถึง 17 วัน ทั้งยังพบว่า 90% ของธนบัตรที่ใช้หมุนเวียนในสหรัฐฯ นอกจากจะมีเชื้อโรคอยู่มากแล้ว ยังมีคราบโคเคนติดมาด้วย 



อ้างอิงhttp://health.kapook.com

ห่วงใยสุขภาพช่วงหน้าร้อน


โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 แนะนำให้ดื่มน้ำเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง เพื่อป้องกันการเป็นลมแดด
วันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา น.ส.อมรรัตน์ สุนทรวิภาต หัวหน้าศูนย์บริการลูกค้า และประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17  อ.สองพี่น้อง จ. สุพรรณบุรี  กล่าวว่า ด้วยขณะนี้เริ่มย่างเข้าสู่ฤดูร้อน แม้จะเป็นช่วงเริ่มเปลี่ยนฤดูกาล แต่อากาศค่อนข้างร้อนจัด อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยไม่สบาย
จากสภาพอากาศ จึงขอแนะนำข้อปฏิบัติ เพื่อการดูแลสุขภาพช่วงหน้าร้อนดังนี้ คือ ไม่ควรกินน้ำแข็ง หรือดื่มน้ำเย็นจัดแต่ควรใช้วิธีควรดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพราะอากาศร้อนจัดร่างกายจะสูญเสียน้ำ ผู้สูงอายุ ผู้ที่ระบบการย่อยอาหารไม่ดี ผู้ที่ป่วยม้ามบกพร่อง เมื่อได้รับความร้อนจากแสงแดด หากดื่มน้ำเย็นมากเกินไป และเกิดความชื้นสะสมในร่างกาย อาจทำให้เกิดอาการไม่สบาย ไม่ควรนอนให้ลม หรือความเย็นโกรก ความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง เมื่อนอนหลับ หรือตากลมในขณะเหงื่อออก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่ แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน ทำให้เวียนหัว รู้สึกหนักหัว ไม่สดชื่นแจ่มใส อาจทำให้เป็นหวัดได้
"ควรหลีกเลี่ยง อาหารจำพวกแป้งขัดขาว หรือของทอด ของมัน อากาศร้อนจัดมีผลต่อ อารมณ์ หงุดหงิด และหดหู่ ควรควบคุมอารมณ์ให้ผ่องใส ควรรับประทานอาหารสะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ ไม่ควรงดอาหารเช้า เพราะร่างกายต้องการสารอาหาร เพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญ ซึ่งจะช่วย ควบคุมน้ำหนักด้วย ดื่มน้ำสะอาด ล้างมือก่อนเตรียม ก่อนปรุง ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเสร็จภารกิจส่วนตัวจากห้องน้ำ ห้องส้วมทุกครั้ง เพื่อป้องกันโรคระบบทางเดินอาหาร เลี่ยงการออกนอกบ้านช่วงแดดจัด หากจำเป็นควรดื่มน้ำสะอาดก่อนออกจากบ้านให้เพียงพอ และดื่มน้ำเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ แล้วแวะพักในร่มเป็นระยะ โดยเฉพาะเด็ก  ผู้สูงอายุ ผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง  เพื่อป้องกันการเป็นลมแดด" น.ส.อมรรัตน์ กล่าว


ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2013. KIP Thai - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger